วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แปลบทสวดมนต์ เชิญเทวดากลับ



เราสวดบทชุมนุมเทวดากันไปแล้ว เมื่อเชิญเทวดามาร่วมพิธี 
พอเสร็จพิธีก็ต้องส่งเทวดากลับสวรรค์  บทสวดมีดังนี้


ทุกขัปปัตตา จะ นิททุกขา ภะยัปปัตตา จะ นิพภะยา
โสกัปปัตตา จะ นิสโสกา โหนตุ สัพเพปิ ปาณิโน

เอตตา วะตา จะ อัมเหหิ สัมภะตัง ปุญญะ สัมปะทัง
สัพเพ เทวา นุโมทันตุ สัพพะ สัมปัตติ สิทธิยา

ทานัง ทะทันตุ สัทธายะ สีลัง รักขันตุ สัพพะทา
ภาวะนา ภิระตา โหนตุ คัจฉันตุ เทวะตา คะตา

สัพเพ พุทธา พะลัป ปัตตา ปัจเจ กานัญ จะ ยัง พะลัง
อะระหันตา นัญ จะ เตเชนะ รักขัง พันธามิ สัพพะโส


คำแปล

ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ประสบทุกข์ จงพ้นจากทุกข์ ที่ประสบภัย จงพ้นจากภัย ที่ประสบกับความโศก จงพ้นจากความโศกเสียเถิด และขอเหล่าเทวดาทั้งปวง จงได้อนุโมทนาซึ่งบุญสมบัติ อันข้าพเจ้าทั้งหลายได้สร้างสมไว้แล้ว เพื่อความสำเร็จ แห่งสมบัติทั้งปวงเถิด

มนุษย์ทั้งหลายจงให้ทานด้วยใจศรัทธา จงรักษาศีล และยินดียิ่งในการภาวนาตลอดกาลทุกเมื่อ เทวดาทั้งหลาย ที่มาชุมนุมแล้วขอเชิญกลับเถิด

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ล้วนทรงพระกำลังทั้งหมด กำลังใดแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย และกำลังแห่งพระอรหันต์ทั้งหลายมีอยู่ ข้าพเจ้าขอผูกรักษา ด้วยเดชแห่งกำลังนั้นโดยประการทั้งปวง

ความเป็นมา

เทวะตาอุยโยชะนะคาถา คือคาถาส่งเทวดา ซึ่งคาถานี้กล่าวถึงการแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ แล้วอัญเชิญเทวดาให้อนุโมทนาบุญและกลับไปสู่นิเวศน์ของตน รวมทั้งผูกมนต์คุ้มครองด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ ท่านอาจารย์ธัมมานันทามหาเถระสันนิษฐานว่า คาถานี้คงรจนาโดยพระเถระชาวสิงหลในสมัยก่อน ถือว่าเป็นบทสวดส่งเทวดาที่ได้อัญเชิญมาร่วมในงานมงคล ร่วมฟังสวด ร่วมรับสิ่งที่เป็นมงคลให้กลับวิมานไปด้วย ที่ต้องสวดส่งนั้นเพราะ แรกสวดมนต์ได้กล่าวอัญเชิญชุมนุมเทวดาไว้ ครั้นเสร็จพิธีแล้วจึงเชิญกลับตามธรรมเนียมด้วยคาถาบทนี้ ดังนั้น คาถาบทนี้จึงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และในตอนท้ายเป็นการสวดเพื่อให้อานุภาพของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหมด ได้ปกป้องคุ้มครอง รักษาให้แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง

บทสวดเทวะตาอุยโยชะนะคาถานี้ มีคำสวดขึ้นต้นว่า “ ทุกขัปปัตตา จะ นิททุกขา ภะยัปปัตตา จะ นิพภะยา ฯลฯ รักขัง พันธามิ สัพพะโส “ คาถานี้ยังไม่ได้พบที่มาจากพระสูตร มีผู้สันนิษฐานว่าเป็นคาถาแผ่กรุณาพรหมวิหารและให้ส่วนกุศล พร้อมกับตักเตือนมนุษย์ทั้งหลายให้ประกอบการกุศล

ธรรมปริทรรศน์

คาถาเป็นเครื่องผูก หรือครั้งโบราณเรียกว่าเวทย์มนต์คาถา ซึ่งพระผู้ทรงอายุ ทรงฤทธิ์ คงเดช ล้วนเป็นผู้มีความชำนาญจากการใช้เวทย์มนต์คาถา บำบัดทุกข์บำรุงสุข ให้ขวัญและกำลังใจ แม้ครั้งใดมีภัยต่อมนุษย์ หรือภัยต่อแผ่นดิน พระสงฆ์ผู้ทรงคุณานุภาพฌานสมาบัติก็จักมีสัมมาปฏิบัติออกมาอนุเคราะห์ดูแลให้กองทัพมีกำลังด้วยเวทย์มนต์คาถานั้น หรือคราวใดมีอาเพศเหตุร้าย โรคภัยรุนแรงเหมือนห่าลงเมือง บทแห่งคาถาที่เล่าเรียนสืบทอดกันมาก็จะแสดงภูมิอันเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ให้ปรากฏ

การนำหมู่แห่งคาถาที่เรียงร้อยเป็นผูกเป็นมัดจัดไว้ในคัมภีร์ใบลาน จารด้วยมือของผู้ทรงศีล ท่องบ่นเสกเป่าด้วยลมจากโอษฐ์ของผู้สาธยายบทแห่งคาถาเป็นหมื่นครั้ง ย่อมจะมีพลังแห่งการขยายผลโดยรวมธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยมีอิทธิฤทธิ์ของผู้เสกและมีศรัทธาของผู้ถูกเป่า หรือรดราดด้วยน้ำก็ดี หยิบยื่นให้ด้วยดิน หรือไม้ก็ดี ย่อมมีอานุภาพคุ้มครองป้องกันรักษาด้วยผลแห่งศรัทธา คือความเชื่ออย่างสูงนั้น

ในบทแห่ง เทวะตาอุยโยชะนะคาถา จึงมุ่งสู่การสาธยายสำหรับป้องกันภัยอันตราย หากผู้สวดคาถามีกำลัง คือศรัทธาสูง ย่อมทำให้เครื่องมือคือ คาถา มีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันอุปัทวันตรายได้ดี เปรียบดังทหารที่มีกำลังแข็งแรง มีอาวุธที่ดี ย่อมสามารถป้องกันบ้านเมืองและตนเองได้ ในคาถานี้ใช้กำลังของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นกำลังอันดีเลิศ ช่วยคุ้มครองรักษา ช่วยกำลังใจในยามคับขันได้ คือไม่ทำให้ใจเสีย ช่วยรักษากำลังใจไว้ให้ในยามที่ต้องการกำลังใจ สำหรับเผชิญความฉุกเฉิน หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ

แนวทางปฏิบัติ

คาถานี้ใช้สวดแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ และอัญเชิญเทวดาให้ อนุโมทนาและกลับไปสู่นิเวศน์ของตน ช่วยรักษาคุ้มครองให้อยู่เป็นสุข และขออานุภาพของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์คุ้มครองด้วย ใช้สวดในตอนท้ายของการสวดมนต์ในตอนเช้าและตอนเย็น

อานิสงส์

๑. ย่อมได้รับความสงบสุข เปิดมิตร ปิดศัตรู ทั้งกับมนุษย์ และอมนุษย์ทั้งหลาย

๒. ย่อมจะทำกิจการงานใดก็เป็นไปด้วยความราบรื่น มีเทวดาผู้ใจบุญร่วมอนุโมทนา

๓. ย่อมมีความมั่นใจในการทำความดี มีกำลังใจดี ไม่ท้อถอย

ข้อควรรู้

๑. ในการกระทำกิจอันเป็นกุศลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นในที่ลับหรือในที่แจ้ง จงมั่นใจว่ามีเทวดาคอยอนุโมทนา

๒. การบูชาเทวดาที่เรียกว่า เทวตาพลี นั้น เพื่อให้เหล่าเทวดาทั้งหลายได้อนุโมทนารับทราบ และคอยช่วยเหลือในโอกาสต่าง ๆ

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

นิสัยของผู้ที่มีสายเลือดพญานาค


นิสัยของผู้ที่มีสายเลือดพญานาค

มีหลายคนว่า คนที่มีพญานาคคุ้มครองหรือมีสายญาณของเหล่าพญานาคจะเป็นยังไง....มาพูดถึง เรื่องนิสัยใจคอกัน
ว่าบุคคนที่มีสายเลือดพญานาคนั้นจะมีนิสัยดังนี้คือ

1.เป็นคนเกลียด ** คนโกหกมาก ** เกลียดคนผิดสัจจะเป็นที่สุด

2. เป็นคนที่มีวิบากกรรมเกี่ยวกับเรื่องความรัก ต้องรักอย่างเข้าใจ

3.เป็นคนบุคลิกเจ้าชู้ ดูมีเสน่ห์ แต่ถ้าใครทำให้รักได้ ถึงขนาดรักจนหมดใจให้ทั้งชีวิต

4.ถึงแม้นาคจะอยู่ในน้ำ..แต่กลับมีจิตใจที่ขี้ใจร้อน,จะต้องฝึกสมาธิและฝึกควบ คุมอารมณ์ ถ้าหลุดเมื่อไหร่นางมารร้ายดีๆนี้เอง แต่ก็สมารถสำนึกผิด,กลับตัวกลับใจได้

5.เป็นคนชอบของสวยงาม เจ้าสำอางค์,ใช้เงินเก่ง

6.เป็นคนใจนักเลงใจถึง ถ้าเกิดอารมณ์นักเลงก็นักเลง. แต่ถ้าอ่อนโยนก็ละเอียดอ่อนหวาน อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย

7.** มีจิตมีสัมผัสพิเศษ ** ต่อเหตุการณ์ต่างๆ หรือมักฝันว่าตัวเองไปในที่ต่างๆที่เคยมีบุญผูกพันเอาไว้ในอดีตชาติ

8.ถ้าจะรักใครต้องรู้สึกรักจริงๆถึงรัก ถ้าไม่รักต่อให้ดีแต่ไหน ทำให้ตายยังไงใจก็ไม่รัก แต่ถ้ารักแล้วมักจะผูกพันมาก รักแบบไม่รู้ตัวว่ารัก

9.เป็นคนใจบุญชอบทำบุญไหว้พระ ปฏิบัติธรรม

10.** เป็นคนเบื่อง่าย มักจะเสียใจง่าย ขี้เล่น ขี้งอล ขี้อ้อน ขี้น้อยใจ เวลาโมโหชอบประชดประชัน,ปากกับใจไม่ตรงกัน แต่ถ้าเข้มแข็งเมื่อไหร่..หัวใจดุจดั่งภูผา ยอมหักไม่ยอมงอ,อารมณ์ร้าย

11.ซื่อสัตย์ แม้จะมีโอกาสโกงแล้วรวย หรือมีโอกาสที่ชีวิตจะสบายแต่ก็ไม่ทำเลวไม่ทำชั่ว เพราะมีความละอายต่อบาป และถ้าไม่ใช่ยังไงก็ไม่ทำไม่เอา หยิ่งในศักดิ์ศรีเป็นที่สุด

12.ถ้าถือศีล 5 ได้ชีวิตจะดีขึ้นมากโดยเฉพราะข้อ3เพราะนาคมีวิบากกรรมเรื่องความรักและวิบาก กรรมเรื่องอารมณ์ร้อน. จะต้องฝึกรักษาศีลและนั่งสมาธิให้มากๆ

13. บุญที่จะช่วยให้นาคหลุดพ้นจากวิบากกรรม อีก1อย่างคือการสร้างวัด

14.ถ้านาคไม่เจอผู้ที่เป็นเนื้อคู่กันจริงๆยังไงก็ไปกันไม่รอด. ต้องทำใจ หากคู่ไม่เข้าก็จะพลัดพรากจากกัน

15. สุดท้าย. คือความปล่อยวางทุกอย่างเสื่อมสลายหมด สู่จุดปล่อยวางเข้าสู้ทางธรรมนาคถึงจะมีความสุข

16.มีนาคอยู่ตระกูลเดียวเท่านั้นที่จะทรงครุฑ มีอานาจอยู่เหนือพญาครุฑคือพระโพธิสัตว์อสุรินทราราหูสุเรศ ผู้ดูแลความดีความชั่วของมนุษย์และค่อยดูแลปกป้องพระพุทธศาสนาเพราะตามคำ ทำนายของพระพุทธเจ้าท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าต่อจากพระศรีอริยะเมตรัย.



เมืองหลวงพญานาค

เมืองหลวงพญานาค “แก่งอาฮง” (สะดือแม่น้ำโขง) อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ

ในฤดูน้ำหลาก บริเวณ แก่งอาฮง จะปรากฏกระแสน้ำไหลวนเป็นรูปกรวยอย่างเห็นได้ชัด สร้างความประหลาดใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก  ชาวบ้านจึงตั้งชื่อจุดที่เกิดน้ำวนนี้ว่า “สะดือแม่น้ำโขง”

แม้ในช่วงน้ำลดก็สามารถมองเห็นแอ่งตรงนั้นได้อย่างชัดเจน ชาวบ้านจึงลองเอาเชือกไปผูกติดกับก้อนหินแล้วหย่อนลงตรงสะดือแม่น้ำโขงจนสุด วัดความลึกได้ถึง 98 วา บ้างก็ว่าลึกถึง 99 วา ถือว่าจุดนี้เป็นจุดที่ลึกที่สุดของแม่น้ำโขงก็ว่าได้

นอกจากนี้ชาวบ้านยังมีความเชื่อกันว่า ที่ใต้สะดือแม่น้ำโขงนั้นมีถ้ำขนาดใหญ่และเป็นเมืองหลวงของพญานาค เป็นสถานที่อยู่ของราชาพญานค เป็นจุดศูนย์กลางการปกครองนาคพิภพ  โดยถ้ำแห่งนี้สามารถใช้สัญจรไปฝั่งลาวได้ซึ่งจะไปทะลุที่ ภูงู ส่วนทางออกอีกด้านคือเมืองคำชะโนด จ.อุดรธานี เป็นหนึ่งในสามทางออกที่พญานาคนามว่า พญาศรีสุทโธนาคราช ขอพระอินทร์เอาไว้ และนี่ก็คือสาเหตุที่ว่าทำไมน้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์จึงไม่เคยเหือดแห้งไป ก็เพราะบ่อน้ำนี้ได้เชื่อมกับสะดือแม่น้ำโขง เมืองหลวงพญานาคนั่นเอง

พิภพพญานาคนั้น ประกอบด้วยชนชั้นปกครอง ชนชั้นใต้ปกครอง และแบ่งเป็นเมืองต่างๆ เหมือนกับโลกมนุษย์ ดังปรากฏในเรื่องพญนาคแปลงเป็นหมูสะกดหญิงสาวพาไปเมืองบาดาล ว่า “ที่นี่เป็นเมืองบาดาลและเป็นเมืองหน้าด่าน ส่วนตัวเมืองหลวงนั้นยังอยู่อีกไกล” กล่าวได้ว่าความเชื่อเรื่อง เมืองหลวงพยานาค นั้นน่าจะมีอยู่จริงไม่ได้กล่าวขึ้นมาเล่นๆ อย่างหลักลอยแต่อย่างใด

เมื่อมีเมืองหลวงพญานาคก็ย่อมต้องมีพญานาคอาศัยอยู่เป็นธรรมดา ดังใจความในตำนานพญานาคสองฝั่งโขงตอนหนึ่งว่า...ราชา พญานาคโอฆินทร อาศัยอยู่ที่สะดือแม่น้ำโขง หรือ เมืองหลวงพยานาค ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางการปรครองของนาคพิภพ มีบุตรนามว่า มธุรนาคราช เมื่อเจริญวัยเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นได้ติดตามบิดาขึ้นไปบนพื้นดิน และทั้งคู่ก็ได้แลเห้นเหตุการณ์วันเทโวโรหนะขณะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปิดโลก ครั้งนั้น ทั้งพญานาคและมนุษย์ เมื่อได้ยลพุทธลักษณะต่างก็บังเกิดความศรัทา เคารพเลื่อมใสเป็นอย่างมาก จึงต่างตั้งใจบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามสติปัญญาและอนุภาพของตน ซึ่งด้วยฤทธานุภาพของพญานาคทำให้สามารถกลั่นดวงประทีปหรือบั้งไฟเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาได้

จากตำนานดังกล่าว นับได้ว่านี่เป็น ครั้งแรกที่พญานาคพ่นไฟเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเกิดขึ้นที่ สะดือแม่น้ำโขง แสดงให้เห็นว่าพยานาคที่อาศัยในเมืองหลวงพยานาคนั้นต้องเป็นพยานาคที่มีบุญบารมีมาก อีกทั้งหมั่นบำเพ็ญศีลภาวนาอบ่างสม่ำเสมอจึงทำให้เกิดแรงปิติมากจนสามารถพ่นบั้งไฟพยานาคได้

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นเล่าว่า เมื่อหลายปีก่อนมัคนเคยเห็นบั้งไฟพญนาคโตเท่ากับแทงค์น้ำ สีเขียวสว่างพุ่งขึ้นจากใต้น้ำ สูงขึ้นไปประมาณ 20 เมตร จนบริเวณใกล้เคียงสว่างไสวราวกับว่าเป็นเวลากลางวันเลยทีเดียว จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมบั้งไฟพญานาคที่ขึ้นจากสะดือแม่น้ำโขงถึงมีสีเขียวนวล ทั้งๆ ที่บั้งไฟพญานาคที่พบเห็นทั่วไปจะมีสีแดงอมชมพู

วันออกพรรษามาถึงเมื่อไหร่ สะดือแม่น้ำโขง เป็นจุดชมบั้งไฟพญานาคอีกแห่งที่ไม่ควรพลาด เพื่อพิสูจน์ว่า บั้งไฟพญานาคจากเมืองหลวงพญานาคนั้น...พิเศษอย่างไร

พญานาคที่เขื่อนลำตะคอง

พญานาคที่เขื่อนลำตะคอง
โดย คุณจันทร์แจ่ม สุวรรณเกสร์

อุปสรรคเหนือธรรมชาติ
บนเส้นทางเข้าสู่แดนอีสาน เขื่อนลำตะคองที่จังหวัดนครราชสีมามักจะเป็นจุดพักรถยอดนิยม ผู้เดินทางจะได้เห็นทะเลสาบที่สวยงามเหนือเขื่อน จุดนี้เป็นที่ต่ำสุดของบริเวณที่เรียกว่าดงพญาเย็น ซึ่งอยู่ในดงพญาไฟ เป็นที่เก็บน้ำ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าทั้งหลายเมื่อครั้งเป็นป่าดงดิบใหญ่ ที่ถึงขนาดต้องเรียกว่า ดงพญาไฟ เพราะอุดมไปด้วยสัตว์ป่าใหญ่น้อย เต็มไปด้วยอันตรายสุดๆ ถึงชีวิต ใครเดินทางผ่านดงป่าใหญ่พ้นออกมาได้โดยปลอดภัยจากคมเขี้ยวเล็บของสัตว์ป่าหรือไข้ป่าได้ ต้องเป็นที่ยอมรับนับถือของบรรดานายพราน อาถรรพ์ต่างๆ ของป่ายังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องหาเหตุผลไม่ได้ แม้จนการสร้างเขื่อนลำตะคองที่สร้างด้วยวิทยาการสมัยใหม่ เพื่อใช้เป็นแหล่งเก็บน้ำจากเทือกเขาใหญ่และดงต่างๆ ที่ไหลลงมารวมกันกลายเป็นทะเลสาบที่ล้อมรอบไปด้วยเทือกเขา เป็นทิวทัศน์ที่สวยงาม เป็นที่เพลิดเพลินของผู้เดินทางที่ได้อาศัยพักตาพักใจ รับประทานอาหารริมเขื่อน และเป็นจุดพักที่ร่มรื่น

ณ เขื่อนลำตะคองนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้สร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับขึ้น เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ได้มีพลังงานไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ ด้วยเงินลงทุนสองหมื่นกว่าล้าน ควบคุมโดยทีมวิศวกรทั้งต่างประเทศและในประเทศที่มีความชำนาญของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การก่อสร้างเป็นไปด้วยความยากลำบาก เกิดปัญหาอุปสรรคหลายด้าน ทั้งก่อนและหลังการก่อสร้าง อาทิ ปัญหามวลชนบริเวณโดยรอบ ปัญหาอ่างพักน้ำบนเขาเกิดรั่วซึม ปัญหาการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เมื่อติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแล้วไม่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าระบบได้ตามกำหนดเวลา ซึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้นนั้น หลายๆ ครั้งก็เหนือคำอธิบาย เพราะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว จึงไม่ควรที่จะมีอุปสรรคมากมายจนเกินกว่าการแก้ไข

พึ่งบารมีพระอริยสงฆ์
ผู้บริหารและพนักงานขององค์กรนี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธและมีความเชื่อในหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อมีเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเกิดขึ้น จึงมักจะไปกราบอาราธนานิมนต์ครูบาอาจารย์ที่ท่านมีบารมี มีภูมิธรรม มีเมตตา มีพลังจิตสูงตามวาสนาของแต่ละองค์ มีอำนาจที่เป็นที่เคารพยำเกรงของโอปปาติกะทั้งหลาย ให้ท่านมาเมตตาทำพิธีให้ เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคล

จากความเชื่อถือยึดมั่นในอำนาจคุณพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. จึงได้กราบอาราธนาพระอริยสงฆ์หลายรูปที่มีคุณวิเศษต่างๆ กัน อาทิ หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา หลวงปู่เสาร์ วัดกุดเวียน จังหวัดนครราชสีมา อาจารย์จำเนียร วัดถ้ำเสือ จังหวัดกระบี่ อาจารย์ชัย วัดทับปุด จังหวัดพังงา แม่ชีดวงมณี จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่สอ พันธุโล วัดป่าหนองแสง จังหวัดยโสธร และท่านอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก จังหวัดเชียงใหม่ มาประกอบพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลให้

ครั้งหนึ่ง ท่านผู้อำนวยการโครงการฯ คนก่อน คือ คุณประพันธ์ พานิชผล ซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์เปลี่ยน ได้อาราธนาท่านมาที่โรงไฟฟ้าลำตะคอง เมื่อท่านได้มาเห็นสถาน ท่านได้บอกกับคุณประพันธ์ว่า สาเหตุที่การทำงานมีปัญหาติดขัด ก็เนื่องจากในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าอุโมงค์ใต้ดินต้องใช้ระเบิดขุดเจาะในขณะทำงานเป็นส่วนมาก พญานาคที่อยู่บริเวณนั้นเขาโกรธเคืองมาก เพราะมีเสียงระเบิดตูมๆ ทั้งวัน เป็นการรบกวน แล้วท่านอาจารย์เปลี่ยนได้บอกกล่าวกับพญานาคทั้งหลายว่า ถ้าต้องการอะไรก็ให้ติดต่อกับท่าน เหตุการณ์ต่างๆ ก็ดีขึ้นมาระยะหนึ่ง ต่อมาเมื่อคณะทำงานลงไปสำรวจในเขื่อนลำตะคอง ก็จะถูกงูใหญ่ไล่ตามเรือแบบไม่ลดละ ทำให้ทุกคนหวาดกลัวมาก

ดำริโครงการมหากุศล
ปัญหาต่างๆ ก็ยังเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะๆ โดยเฉพาะอ่างพักน้ำบนเขายังรั่วซึม สร้างความกังวลให้กับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานอย่างมาก จึงมีความหวังว่าอำนาจคุณพระรัตนตรัยที่ประเสริฐเท่านั้นที่จะช่วยให้บังเกิดความราบรื่นในกิจการงาน ให้ทุกอย่างสำเร็จด้วยดีได้ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ผู้อำนวยการโครงการฯ คนต่อมา คือ คุณเรวัตร สุวรรณกิติ และคณะผู้ปฏิบัติงาน มีความเห็นร่วมกันว่าสมควรจะกราบอาราธนาหลวงตามหาบัวมารับผ้าป่าช่วยชาติที่โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ

ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความรักเคารพนับถือศรัทธาองค์หลวงตาอย่างมาก จึงได้นำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกราบเรียนหลวงตาให้ท่านได้รับทราบ พร้อมทั้งกราบอาราธนาท่านมารับผ้าป่าช่วยชาติด้วย ในขณะนั้น ชาติไทยเราตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจึงถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้มีส่วนร่วมในการช่วยชาติอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งยังเป็นการได้ร่วมสร้างพลังสามัคคีของคนในชาติ เน้นถึงความรักชาติและการสนองคุณแผ่นดิน ร่วมแสดงน้ำใจสละทรัพย์สินเงินทองตามกำลังเพื่อนำเข้าคลังหลวงเป็นหลักประกันชาติให้เกิดความมั่นคง สร้างความภาคภูมิใจ ความปีติใจ ที่ได้มีส่วนสร้างทานบารมีอันเป็นมหากุศล ได้ถวายผ้าป่ากับองค์พระอรหันต์ซึ่งเป็นผู้นำที่มีความบริสุทธิ์สุดส่วนเช่นองค์หลวงตา อันจะบังเกิดเป็นอานิสงส์สูงสุดไม่มีประมาณ แม้ละโลกนี้ไปแล้ว หากยังไม่สิ้นกิเลส มีบุญได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก จักได้เสวยผลบุญที่ทำไว้แล้วนี้ด้วยความสมบูรณ์ไพบูลย์ตลอดไปด้วย อีกทั้งยังเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ หลวงตาได้เมตตาตอบรับนิมนต์เดินทางมารับผ้าป่าช่วยชาติมหากุศล ในวันที่ ๑-๒ กรกฎาคม ๒๕๔๕

ผู้ปฏิบัติงานทุกคนต่างปีติยินดีต่อข่าวนี้ ทุกคนช่วยกันตระเตรียมงานด้วยความตั้งใจ นอกเหนือจากผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. แล้ว ยังมีบุคคลที่รักและเทิดทูนหลวงตาเหนือเกล้าได้เข้ามาช่วยเหลืองาน อาทิ คุณพุทธชาด คุณธนาธิป คุณธีระพัฒน์ คุณอมร คุณกู้ศักดิ์ คุณฝน เจ็กเล็ก และหน่วยงานราชการต่างๆ ในจังหวัดนครราชสีมา ต้องขออภัยที่ไม่สามารถเอ่ยนามได้ครบ สำหรับบุคคลที่เอ่ยนามมานี้ ต้องขอชื่นชมในความทุ่มเทเสียสละแรงกายแรงใจ ซึ่งเกิดจากความรักและเคารพสูงสุดในองค์หลวงตา ในที่นี้ขอเรียกว่า คณะแจกต้นผ้าป่าช่วยชาติฯ การทำงานของคณะฯ คือต้องไปแจกต้นผ้าป่าให้กับชาวบ้านที่อยู่ตามหมู่บ้านทั้งในละแวกใกล้เคียงและห่างไกล เพื่อชาวบ้านจะได้มีโอกาสมาร่วมทำบุญมหากุศล ด้วยหวังให้พี่น้องลูกหลานไทยได้มีโอกาสทำบุญกับพระอรหันต์พระผู้บริสุทธิ์สุดส่วนอย่างหลวงตา ซึ่งจะเป็นอานิสงส์แก่ทุกคนสืบไปทั้งชาตินี้และชาติหน้า

พญานาคสำแดงฤทธิ์
ในบ่ายวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๕ เวลา ๑๕.๒๐ น. หลวงตาเดินทางไปรับผ้าป่าพร้อมแสดงพระธรรมเทศนา ณ โรงอาหารหน้าเขื่อนลำตะคอง พิธีการเริ่มโดยประธานจัดงานกราบรายงานถวายหลวงตา เสร็จแล้วหลวงตาจะแสดงพระธรรมเทศนา แต่แล้วก็เกิดปรากฏการณ์ที่ทำให้ทุกคนต้องตกอยู่ในความระทึกและเงียบงัน ก่อนที่หลวงตาท่านจะแสดงธรรม เกิดกระแสลมพัดกระโชกเต๊นท์แสลนกันแดด พวกเราที่อยู่ในสถานที่นั้นอดที่จะมองไม่ได้ แสลนถูกลมตีจนเป็นระลอกคลื่นคล้ายตัวพญานาค ตัวข้าพเจ้าเองก็เย็นวาบและมีอาการขนลุกร่วมด้วย หลายคนมีอาการคล้ายกัน ต่างมีความเห็นตรงกันว่าน่าจะเป็นการแสดงอิทธิฤทธิ์ของพญานาค แม้แต่คณะเรือบุญปากน้ำก็ยังได้เล่าถึงนิมิตที่เกิดขึ้นในคืนก่อนเดินทางมาร่วมงานว่ามีพญานาคไปตามให้มาที่เขื่อน จึงเป็นครั้งแรกที่คณะเรือบุญปากน้ำต้องสร้างต้นผ้าป่าเป็นตัวพญานาคถวายหลวงตา

หลวงตาท่านอยู่ในท่าสมาธิหลับตาอยู่ครู่ใหญ่ คลื่นลมจึงสงบลง จากนั้นท่านก็เริ่มแสดงพระธรรมเทศนาแก่ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ข้าราชการ ประชาชน ศรัทธาญาติโยมลูกหลานทั้งหลายที่มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก แม้วันนั้นจะเป็นวันทำงานก็ตาม พร้อมทั้งรับผ้าป่า ต่อมาภายหลังทราบจากครูบาอาจารย์ว่า หลวงตาได้กล่าวถึงพญานาคที่เขื่อนลำตะคองว่าดื้อมาก สำหรับหลวงพ่อเปลี่ยนท่านได้บอกกับลูกศิษย์ว่าพญานาคที่เขื่อนลำตะคองดุมาก

ยอดบริจาคผ้าป่าจากผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. และประชาชนในพื้นที่ มียอดรวมเป็นเงินบาท ๑,๐๕๗,๒๕๒.๕๐ บาท ทองคำ ๔๓.๐๔ บาท ดอลลาร์สหรัฐฯ ๑,๒๑๗ ดอลลาร์ 
ต่อมาในเช้าวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๕ คณะผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ได้กราบนิมนต์หลวงตาพร้อมคณะพระสงฆ์ที่ติดตามฉันภัตตาหารที่อาคารโรงอาหาร จากนั้นผู้บริหารได้กราบอาราธนาหลวงตาเข้าเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าใต้ดิน พร้อมทั้งขอความเมตตาให้ท่านกดเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อความเป็นสิริมงคล นับเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความปีติยินดีกับผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. เป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นครั้งแรกที่สามารถเดินเครื่องได้อย่างราบรื่น ไม่ดับและไม่สั่นสะเทือนเหมือนที่ผ่านมา จากนั้นผู้บริหารได้กราบอาราธนาหลวงตาขึ้นไปที่อ่างพักน้ำบนเขา เพื่อแผ่เมตตาให้แก่โอปปาติกะทั้งหลายที่สิงสถิตอยู่โดยรอบอ่างน้ำ
ในโอกาสเดียวกันนี้ หลวงปู่ลีซึ่งติดตามหลวงตาได้เมตตาแนะนำให้ใช้บาตรพระมาฝังตามรอยรั่วที่อ่างน้ำ ตามประสบการณ์ที่หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เคยพาดำเนินการมาแล้วและได้ผลดี ท่านให้เหตุผลว่า พวกพญานาคทั้งหลายจะเคารพพระธรรม ถ้าพวกเขาเห็นบาตรพระอยู่ที่ไหนจะไม่มารบกวนอีก จากนั้นคณะของหลวงตาก็เดินทางกลับ
ต่อมาภายหลัง หลวงตาได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับอ่างพักน้ำบนเขาว่า สิ่งลึกลับ ธรรมะรักษาได้ (ส่วนเรื่องดิน ต้องแก้ไขให้ถูกวิธี)

แสงธรรมสว่างใจ แสงไฟสว่างตา
ผู้บริหารซึ่งมีความเคารพศรัทธาต่อครูบาอาจารย์ก็ได้ดำเนินการตามที่หลวงปู่ลีท่านแนะนำทุกประการ พร้อมทั้งสามารถหาแนวทางดำเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้จนสำเร็จลุล่วงด้วยดี อ่างน้ำไม่รั่วแล้ว เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสามารถจ่ายไฟเข้าระบบสู่สถานที่ราชการ โรงงานอุตสาหกรรมอาคารบ้านเรือนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด เปรียบประดุจได้นำแสงธรรมให้สว่างใจ นำแสงไฟให้สว่างตาแก่พี่น้องลูกหลานไทย
ข้าพเจ้ามาประมวลถึงความเคารพและศรัทธาในองค์หลวงตาแล้ว ท่านมีพระคุณแผ่ไพศาลจนบรรยายไม่หมด ว่าโดยย่อ หลวงตาเป็นผู้สร้างสามัคคีธรรมในแผ่นดินไทย ท่านเป็นผู้นำในการกระตุ้นให้พี่น้องไทยร่วมกันช่วยชาติในยามที่ชาติตกอยู่ในภาวะวิกฤต หลวงตาเป็นพระแท้ เป็นพระอรหันต์บริสุทธิ์สุดส่วน เป็นตัวอย่างของความยิ่งใหญ่ทางธรรม เป็นศูนย์รวมแห่งธรรมทั้งปวง เป็นผู้เลิศในการฝึกตนจนพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้โดยสิ้นเชิง เป็นผู้หลุดจากบ่วงกรรมได้แล้ว อยู่เหนือโลก เป็นพระผู้มีเมตตาต่อสัตว์โลกสุดส่วน เป็นผู้ให้ หลวงตาเป็นศาสนทายาทของพระบรมศาสดาโดยแท้ จึงมาชี้ทางบรรเทาทุกข์ (สมาธิ) ชี้สุขเกษมศานต์ (สติและปัญญา) ให้แก่สัตว์โลก โดยหวังให้ทุกคนมีความสุขและพ้นจากทุกข์ได้

นับเป็นบุญวาสนาบารมีของลูกหลานชาวไทยที่ได้เกิดร่วมชาติกับองค์หลวงตา จึงมีโอกาสได้สร้างทานบารมีอันเป็นมหากุศลกับพระผู้บริสุทธิ์ ซึ่งผลแห่งกุศลผลทานที่ได้ถวายกับพระอรหันต์ผู้มีคุณวิเศษนี้จะมีอานิสงส์สืบไปนับอสงไขยไม่มีประมาณ คือ จักมีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ ตามกำลังของแต่ละคน ทั้งในโลกนี้และโลกหน้าแน่นอน เพราะทานบารมีที่ท่านทั้งหลายได้สั่งสมกับผู้มีคุณอันประเสริฐเช่นหลวงตาแล้วก่อนละโลกนี้ จักเป็นอริยทรัพย์อยู่กับตัวจนเป็นที่อบอุ่นใจได้ จึงอยากกราบเรียนพ่อแม่พี่น้องชาวไทยทั้งหลายว่า ขอท่านอย่าได้เสียโอกาสในชาตินี้ไป จงรีบขวนขวายมาร่วมบริจาคทำบุญกับองค์หลวงตาแม้เพียงสักครั้งหนึ่งเถิด ทำบุญแม้ ๑ บาท ก็มีอานิสงส์มากมายยิ่งนัก

::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
อนุโมทนากับชาวไฟฟ้าเขื่อนลำตะคองด้วยค่ะ 

ตำนานเขาไกรลาศ

คำว่า หิมพานต์ บางแห่งเขียน หิมวันต์
---พบในหนังสือวรรณคดีจำนวนมาก เช่น ไตรภูมิกถา มหาชาติเวสสันดร เวสสันดรชาดก กากีคำกลอน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายว่า “ชื่อป่าหนาวแถบเหนือ อินเดีย” ซึ่งคงจะหมายถึงป่าแถบภูเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นภูเขาที่มียอดสูงสุดในโลก เป็นภูเขาอยู่ในดินแดนอินเดียและเนปาลติดต่อกัน ผู้ไปเยือนประเทศเนปาลมักจะถือโอกาสไปเยือนภูเขาหิมา ลัย ซึ่งมีหิมะปกคลุมอยู่ตลอดปีงดงามมาก


*ไตรภูมิกถา อธิบายลักษณะ ป่าหิมพานต์ ชมพูทวีปเก็บความได้ว่า


---“แผ่นดินชมพูทวีปนั้น มีปริมาณได้ ๑๐,๐๐๐ โยชน์ ทั้งด้านยาวและด้านกว้าง แยกออกเป็นที่อยู่อาศัยของหมู่มนุษย์ ๓,๐๐๐ โยชน์ เป็นป่าเขาพระหิมพานต์ ๓,๐๐๐ โยชน์ เป็นทะเล ๔,๐๐๐ โยชน์ ภูเขาหิมพานต์นั้นสูงประมาณ ๕๐๐ โยชน์ กว้างใหญ่ ๓,๐๐๐ โยชน์ มียอดเขา ๘๔,๐๐๐ ยอด ที่เชิงเขาหิมพานต์นั้น มีต้นหว้าใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำชื่อว่า สีทานที ต้นหว้านั้นมีขนาดใหญ่โอบรอบได้ ๑๔ โยชน์ ตั้งแต่พื้นดินขึ้นไปถึงค่าคบสูงได้ ๕๐ โยชน์ ตั้งแต่ค่าคบขึ้นไปถึงยอดได้ ๕๐ โยชน์ และตั้งแต่ปลายค่าคบด้านทิศตะวันออกมาถึงทิศตะวันตก มีระยะไกลถึง ๑,๐๐๐โยชน์ ตั้งแต่ปลายค่าคบด้านทิศเหนือจดทิศใต้ไกลถึง ๘๐๐,๐๐๐วา ปริมาณปลายค่าคบโดยรอบปริมณฑลได้ ๒,๔๐๐,๐๐๐ วา ดอกของต้นหว้านั้น มีลักษณะงาม มีกลิ่นหอมยิ่งนักและมีผลใหญ่...มีรสหวานอร่อยเหมือน น้ำผึ้ง...ยางของผลหว้านั้น เมื่อร่วงหล่นลงกลายเป็นทองคำสุกชื่อว่า ชมพูนุท...


---ถัดจากป่าไม้หว้า มีป่าไม้มะขามป้อม มีรสอร่อยถัดไปมีป่าสมอ ซึ่งมีรสหวานปานน้ำผึ้ง ถัดป่าสมอไปมีแม่น้ำ ๗ สาย ถัดไปมีป่าไม้นารีผล ซึ่งมีลักษณะทรวดทรงงดงามยิ่งนัก เปรียบปานสาวรุ่นอายุได้ ๑๖ ปี เมื่อชายหนุ่มทั้งหลายได้มาพบเห็นก็มีใจเสน่หา ลุ่มหลงรักใคร่ ถัดออกไปมีแม่น้ำสมุทร และมีป่าไม้ ๖ ป่า คือ ป่ากุรภะ ป่าโกรภะ ป่ามหาพิเทหะ ป่าตะปันทละ ป่าโสโมโล และป่าไชยเยศ ป่าไม้เหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยบำเพ็ญบุญของผู้ทรงธร รมทั้งหลาย...ป่าไม้ นั้นมีเนื้อทรายจามรีอยู่มากมาย พวกเขาเอาหางจามรีมามุงเรือนกันอยู่อาศัย พวกเขาอยู่ในที่นั้นโดยไม่ต้องทำไร่ไถนาหาเลี้ยงชีพ ข้าวสาลีและถั่วก็งอกขึ้นเอง และมีรสหวานอร่อยปานน้ำผึ้ง

---กิเลน กระหนกลายไทยสัตว์หิมพานต์    มีลำตัวและหางเป็นสิงห์ ศีรษะกีบและเกล็ดเป็นกิเลน ลำตัวสีน้ำเงิน เกล็ดสีม่วง

---อัปสรสีห์ กระหนกลายไทยนางฟ้าถือดอกบัว   ท่อนบนเป็นนางฟ้า ท่อนล่างเป็นราชสีห์ ตัวสีเหลือง

---วารีกุญชร กระหนกลายไทย   ลำตัวเป็นช้าง กลางหลัง ใต้ท้อง และขามีครีบแบบปลา ครีบและหางสีเขียว ตัวสีม่วง

---กุมภนิมิต กระหนกลายไทย    ท่อนบนเป็นเทวดา ท่อนล่างเป็นจระเข้เทวดา ตัวสีขาว

---ถัดป่านั้นไป มีป่าไม้มะขวิด พรรณไม้ต่างๆ ที่มีในป่าหิมพานต์นั้น กินหวานมีรสอร่อยทุกๆ อย่างในป่าหิมพานต์ มีสระใหญ่ ๗ สระ คือ สระอโนดาต สระกัณณ มุณฑะ สระรถการะ สระฉัททันต์ สระกุณาละ สระมัณฑากิณี และสระสีหปปาตะ สระใหญ่ทั้ง ๗ นี้เท่ากัน ความกว้างลึกและมณฑลรอบเท่ากัน คือ กว้าง ๔๓๒,๐๐๐ วา ลึก ๔๓๒,๐๐๐ วา มณฑลรอบ ๑,๒๙๖,๐๐๐ วา สระอโนดาต มีเขา ๕ เทือกล้อมรอบ คือ เขาสุทัสสนะ เขาจิตรกูฏ เขากาฬักูฏ เขาคันธมาทน์ และเขไกรลาส...ณ เขาคันธมาทน์ นั้น 

---มีถ้ำเป็นที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ประตูถ้ำแก้ว มีต้นไม้ต้นหนึ่งชื่อ มัญชุสกะ สูงได้โยชน์หนึ่งใหญ่ได้โยชน์หนึ่ง มีดอกบานสะพรั่งทั้งในน้ำและบนบก ข้างหน้าต้นไม้นั้นมีศาลาแก้วหลังหนึ่ง เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าไปอยู่ในถ้ำนั้นเมื่อใด มีลมอันหนึ่ง ชื่อ สมาหรวาตะ พัดเอาดอกไม้เข้ามาไว้รอบเหนือแท่นแก้ว เป็นเครื่องบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า และเมื่อดอกไม้นั้นเหี่ยว จะมีลมอันหนึ่งชื่อ สัมมัชชนวาตะ มาพัดเอาดอกไม้เหี่ยวเหล่านั้นไปหมด แล้วลมสมาหรวาตะ ก็พัดเอาดอกไม้มาไว้ดังเดิมเพื่อบูชาพระปัจเจกพุทธเจ้าเช่นนั้นทุกครั้ง


---เขาไกรลาสนั้นเป็นเงิน เขาเทือกนี้ใหญ่และสูงเท่ากัน ยื่นไปในสระอโนดาต ด้วยอานุภาพพญานาคราชและฝูงเทวดาที่บันดาลให้ฝนตก ณ สระอโนดาตนั้น ทั้งแม่น้ำใหญ่น้อยที่ไหลมาแต่ห้วยและภูเขา ก็ไหลไปขังอยู่ในสระอโนดาตนั้น...จึงไม่เหือดแห้งสัก ครั้งเดียว วรรณคดีไทยที่กล่าวถึงป่าหิมพานต์ มักจะพรรณนาถึงสัตว์หิมพานต์ไว้ด้วย ดังกล่าวมาข้างต้น ถึงป่าหิมพานต์ บรรดาพรรณไม้ต่างๆ ล้วนแตกต่างไปจากปกติ ดังนั้น สัตว์หิมพานต์ก็ไม่ใช่สัตว์ปกติทั่วไปเช่นกัน จะมีลักษณะแปลกประหลาดไปกว่าสัตว์ในโลกมนุษย์ กวีและจิตรกรประติมากรโบราณ ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์สัตว์พิมพานต์ขึ้นในวรรณคดี หรือในภาพจิตรกรรม ตลอดจนประติมากรรม ที่ประดิษฐานไว้ตามวัดวาอารามหรือปราสาทราชวัง จึงมักจินตนาการและสร้างสรรค์สัตว์หิมพานต์ต่างๆ ไว้อย่างงดงาม ปรากฏตามสมุดไทยโบราณภาพจิตรกรรมหรือปูนปั้นตามวัด
 

---“สัตว์หิมพานต์ หรือสัตว์เขาไกรลาศ" เป็นส่วนหนึ่งของกระหนกลายไทย เป็นจินตนาการที่ช่างพรรณนาสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าหิ มพานต์ หรือเขาไกรลาศ ถิ่นฐานที่สถิตของผู้มีคุณวิเศษ ดินแดนที่ไกลแสนไกล ยากที่มนุษย์ธรรมดาล่วงไปถึงได้ สัตว์เหล่านั้นได้ชื่อว่าเป็นจอมสัตว์มีศักดินาเป็นใ หญ่บ้าง มีเพศพรรณไม่เหมือนสัตว์ในมนุษยโลกบ้าง และมีการผสมต่างพันธุ์บ้าง ประกอบด้วยเทวดา สัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์อากาศ ซึ่งช่างต่างประดิษฐ์พลิกแพลงทรงเครื่องให้สวยงาม เพื่อความเหมาะสมของสภาพป่าหิมพานต์หรือเขาไกรลาศที่ ปรากฏในวรรณคดี ไตรภูมิกถา (ไตรภูมิพระร่วง)และ รามเกียรติ์ มีความเชื่อกันว่า สัตว์หิมพานต์แต่ละประเภทต่างมีฤทธิ์เดช อำนาจพิเศษเป็นเลิศในตัวเอง อำนวยผลทางสวัสดิมงคลแก่ผู้ประสบพบเห็น เป็นส่วนใหญ่ด้วย


---“ชาติไทยนิยมทำ สัตว์หิมพานต์ หรือ สัตว์เขาไกรลาศ มาตั้งแต่ต้นสมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชพิธีหลวง เช่น พระราชพิธีโสกันต์ งานพระเมรุพระบรมศพ มักประดิษฐ์สัตว์หิมพานต์ประดับเขาไกรลาศ และพระเมรุมาศ ซึ่งเป็นส่วนในการประกอบพิธีด้วย นอกจากนั้น จะปั้นประดับพุทธสถานสำคัญ เช่น โบสถ์ วิหาร เจดีย์ ให้เห็นความอลังการ และความศักดิ์สิทธิ์ของปูชนียสถานนั้นๆ”


---ภาพสัตว์หิมพานต์ ที่สำนักงานสลากกินแบ่งนำมาจัดทำปฏิทินเลื่อน พ.ศ.๒๕๓๖นั้น มีลักษณะเป็นสัตว์หิมพานต์แบบกระหนกลายไทยตามจินตนาก ารของจิตรกรไทย ที่รังสรรค์ภาพด้วยกระหนกลายไทยอย่างงามวิจิตรประณีต แฝงไว้ด้วยพลังแห่งความเชื่อถือในความมหัศจรรย์ของป่ าหิมพานต์ ตามคติโบราณซึ่งยากจะหาได้ในวิถีชีวิตปัจจุบัน


---กระหนกลายไทย เป็นศิลปกรรมที่ศิลปินจินตนาการโดยได้รับอิทธิพลจากเ ปลวไฟ เป็นลักษณะสร้างสรรค์ศิลปกรรม ที่แสดงอัจฉริยภาพของศิลปินผู้ริเริ่มสร้างสรรค์ มีรูปทรงและเส้นลายงดงามวิจิตร เป็นการผสมผสานธรรมชาติกับศิลปะไว้อย่างกลมกลืน โดยใช้คุณลักษณะและความเคลื่อนไหวของเปลวไฟมาปรุงแต่ ง เป็นความชาญฉลาดในการสร้างสรรค์ศิลปะที่ทรงคุณค่า และเป็นเอกลักษณ์อย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะสามารถใช้ศิลปะกระหนกลายไทย ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้หลากหลายชนิด ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม


---ภาพศิลปะ สัตว์หิมพานต์กระหนกลายไทย จากสมุดไทยในหอสมุดแห่งชาติที่นำมาแสดงเป็นตัวอย่างนี้ แสดงถึงอัจฉริยภาพของศิลปินผู้รังสรรค์ผลงานด้านจิตร กรรมไว้อย่างงดงามประณีต ดึงดูดความสนใจของผู้ที่มีโอกาสชม และเป็นการเสริมสร้างคุณค่าของวรรณคดีโบราณที่กล่าวถึงสัตว์หิมพานต์ ให้ปรากฏเด่นชัดยิ่งขึ้น เป็นมรดกศิลปะอันเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ที่งดงามล้ำค่ามากอัศจรรย์แห่งธรณีแปรสัณฐาน

---ใครๆ ก็รู้ว่าเทือกเขาหิมาลัยนั้นสุดแสนยิ่งใหญ่ เพราะมียอดเขาเอเวอร์เรสต์ที่สูงที่สุดในโลก ส่วนชื่อก็สุดแสนเหมาะสม เพราะ หิมาลัย = หิมะ + อาลัย (ที่อาศัย) ซึ่งบ่งว่าเทือกเขานี้มีหิมะปกคลุมอยู่ตลอดปี แต่หากรู้เพียงแค่นี้ ก็น่าเสียดายความสำคัญในมิติอื่นๆ เพราะหิมาลัยเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญหลายสาย เช่น คงคา ยมุนา และพรหมบุตร โดยเฉพาะ "คงคาสวรรค์" ตามคติของชาวอินเดียนั้น ได้หล่อเลี้ยงพื้นที่กว่า 300,000 ตารางกิโลเมตร ตามแนวเส้นทางราว 3,000 กิโลเมตร มานานนับพันปีแล้ว

---หิมาลัยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นดินแดนแห่งเทพเจ้าของชาวฮินดู เขาไกรลาส (เขียนว่า ไกลาส ก็ได้) ก็ถือกันว่าเป็นที่สถิตของพระอิศวร ส่วนในทางพุทธศาสนานั้น หิมาลัยเป็นดินแดนต้นกำเนิดของศากยวงศ์ เพราะพระเจ้าโอกกากราช ได้สร้างเมืองที่ป่าไม้สักกะอันเป็นที่อยู่ของกบิลดาบสแห่งเทือกเขาหิมาลัย และสถาปนาราชวงศ์ศากยะขึ้น แม้พระพุทธเจ้าก็ประสูติ ณ ลุมพินีวัน ในเขตหิมาลัย หรือประเทศเนปาลในปัจจุบัน

---หิมาลัยเป็นขุมทรัพย์ทางวิชาการของเหล่านักวิทยาศาสตร์   เพียงแค่ความหลากหลายทางชีวภาพก็น่าตื่นตะลึงแล้ว เพราะหิมาลัยมีระดับความสูงแตกต่างกันทำให้มีสภาพภูมิอากาศหลากหลาย จึงพบพืชกว่า 5,000 ชนิด นก 530 ชนิด แมลง 2,300 ชนิด และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 190 ชนิด (ข้อมูลใหม่อาจพบมากกว่านี้)  เมื่อราว 40-50 ล้านปีก่อนนั้น แผ่นเปลือกโลกอินเดียชนกับแผ่นยูเรเชีย เกิดเป็น 'รอยย่น' หรือเทือกเขาหิมาลัยขนาดมหึมา แผ่นเปลือกโลกอินเดียนั้นมีทั้งผืนน้ำและพื้นดิน แต่ต่อมาผืนน้ำเหือดแห้งไป และก้นทะเลก็ได้กลายเป็นเทือกเขา ที่มั่นใจว่าภาพนี้น่าจะถูกต้องก็เพราะว่า หากดูภาพจากมุมสูงจะเห็นรอยย่นที่ว่าชัดเจน หากดูเนื้อภูเขา ก็จะพบหินตะกอนซึ่งบ่งบอกว่าที่แห่งนั้นเคยเป็นทะเลมาก่อน แถมยังพบซากฟอสซิลของสัตว์ทะเลดึกดำบรรพ์ที่เรียกว่า แอมโมไนต์ (ammonite) แถวๆ แม่น้ำ Kali Gandaki ในเนปาลอีกด้วย

---ปัจจุบัน เทคโนโลยี GPS  (Global Positioning System) สามารถวัดได้ว่า แผ่นเปลือกโลกอินเดียยังคงเคลื่อนไปทางเหนือด้วยอัตราเร็ว 18 มิลลิเมตรต่อปี ซึ่งทำให้เทือกเขาหิมาลัยสูงขึ้นประมาณ 5 มิลลิเมตรต่อปี แม้จะน้อยนิด แต่ก็วัดได้จริง   มุมมองของนักวิทยาศาสตร์นั้น ฟังแล้วน่าตื่นเต้น แต่คงจะสมดุลยิ่งขึ้น หากได้เห็นความงดงามในมุมมองของศิลปินบ้าง ในวรรณกรรมเรื่อง เมฆทูต มหากวี กาลิทาส (Kalidas) ได้พรรณนาความงามของเทือกเขาหิมาลัยไว้ว่า (ถอดความโดยท่านอาจารย์กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย)

---" ลิ่วละล่องฟ่องฟ้านภากาศ ถึงไกลาสสิขรินทร์ปิ่นสวรรค์  สุกสกาวขาวระยับจับคนันตร์ รับอาคันตุกะชนด้นดำเนิน  อันไกลาสคีรีศรีสิงขร ถิ่นอมรเทพเจ้าภูเขาเขิน  ดังคันฉ่องส่องเงาสกาวเกิน เทพีเพลินส่องโฉมประโลมสุรางค์ "

---หรือ ดังที่อาจารย์อรุณ เฉตตีย์ พรรณนา ไว้ว่า "เทือกเขาหิมาลัยดูประหนึ่งคล้ายสายสังวาลที่ล่ามฟ้าและดินมิให้พรากจากกัน เป็นสายสัมพันธ์จากพื้นพิภพที่ไปบรรจบหมู่เมฆอันสูงสุดลิบสุดสายตา” นั่นเอง

*เรื่องราวของเทพเจ้าฮินดู  

---ตามที่ปรากฎในพระคัมภีร์นับว่าเป็นเรื่องที่แปลก โดยเทพแต่ละองค์ประทับอยู่ ณ ที่ต่างๆกัน เช่น ท้าวจตุโลกบาล นั้นก็ประทับอยู่ ณ สวรรค์ชั้นแรกนามว่า จาตุมหาราชิกา ส่วน พระอินทร์ นั้นพระคัมภีร์กล่าวว่าสถิตอยู่ใน สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยมีที่ประทับที่ ภูเขาพระสุเมร ซึ่งบางทีก็เรียกว่าภูเขาเมรุ (Mt.Meru) อันเป็นชื่อภูเขากลางจักรวาล มี ทะเลสีทันดร ล้อมรอบ อยู่ในระหว่างเขาสัตบริภัณฑ์คือภูเขาทั้ง 7 คือ ภูเขายุคนธร อิสินธร กรวิก สุทัสนะ เนมิธร วินตกะ และอัศกัณ ซึ่งภูเขาเมรุนี้บ้างก็เชื่อว่าคือ ยอดเขาศักกะมารดา หรือ ยอดเขาเอฟเวอเรสต์ ที่รู้จักกันดีนี่เอง

*พระพรหม  

---ในไตรภูมิกล่าวว่า อยู่ใน พรหมโลก ซึ่งมี 16 ชั้น แต่เป็นที่ประทับของพรหมประเภทต่างๆ ที่มีแต่จิตหรือมีรูปด้วย ส่วนพระพรหมนั้นอยู่ต่างหาก ณ พรหมพฤนทา

*พระนารายณ์ หรือ พระวิษณุมหาเทพ  

---นั้นทรงประทับหลับสนิทบนขนดของพระยาอนันตนาคราช ณ เกษียรสมุทร คือทะเลน้ำนม บ้างก็ว่าทรงไสยาสน์อยู่ ณ สะดือทะเล

*พระศิวะ    

---นั้น ประทับอยู่ ณ เขาไกรลาส บนโลกมนุษย์ของเรานี่เอง จึงจะพาท่านผู้อ่านไปรู้จักกับเขาไกรลาสที่ประทับของพระศิวะ

*เขาไกรลาส นั้นอยู่ ณ ที่ใดกันเล่า

---ภูเขานี้บางทีก็กล่าวว่าเป็นที่อยู่ของ ท้าวกุเวร และเป็นสวรรค์ของพระศิวะ มีลักษณะที่พรรณากันว่า สีขาวอย่างเงินยวง บางทีก็เรียกกันว่าผาเผือกตั้งอยู่บน ภูเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นยอดสูงสุดในตอนใต้ของ ทะเลสาบมานัส อันเป็นเทือกเขาตอนที่กั้นแดนทางเหนือของภารตวรรธ ซึ่งชาวฮินดูนับถือกันมาก ถือกันว่าเป็นที่สถิตแห่งเทพและประชาบดีหรือฤาษีสำคัญๆ  แต่ถ้าไปเปิดแผนที่ดู

---เราจะไม่พบที่ตั้งของเขาไกรลาสเลย ทั้งนี้เพราะว่าภูเขาหิมาลัยนั้นเป็นเทือกเขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก และก็มียอดเขาที่สูงที่สุดในโลกตลอดจนสูงติดอันดับมากมายหลายยอดตั้งแต่ศักกะมารตาหรือเอฟเวอเรสต์ที่สูง 29,028 ฟุต ยอดเขาไกรลาสสูงเป็นลำดับที่ 32 ของโลกคือสูง 22,020 ฟุต และสูงเป็นที่ 19 ในหมู่ยอดเขาในเทือกเขาหิมาลัย

*การที่ชื่อเขาไกรลาสหาไม่ค่อยจะพบก็เพราะว่ามันมีชื่อเป็นทางการว่า 

---กังติ-สู-ชาน (Kangti-ssu-shan) ในปัจจุบันอยู่ในเขต ทิเบต หรืออีกชื่อหนึ่งคือ กัวลา มาน ฮาตา (Gurla mand hata) ตั้งอยู่ในเขต พื้นที่ไกรลาส (Kailasrange) เหนือขึ้นไปจาก ยอดเขานันทาเทวี ราว 100 ไมล์ ซึ่งมีช่องเขาเป็นเส้นทางไปได้จากอินเดีย บางทีเขาลูกนี้เรียกกันว่า ภูเขาเงิน อยู่ทางตะวันตกของธิเบต เพราะภูเขาไกรลาสมิได้มีลักษณะขรุขระหากแต่มนราบยามเมื่อหิมะที่จับขาวโพลน ต้องแสงอาทิตย์ จึงดูประดุจแผ่นเงินหรือหน้าผาสีขาว ซึ่งพวกอารยันนับถือมาตั้งแต่สมัยโบราณว่าเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ มีทะเลสาบ มานัสโรวา (Manasrowar) ซึ่งเป็นที่นับถือ กล่าวกันว่าพระศิวะประทับอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ครั้งสร้างโลก ซึ่งชาวอินเดียนับล้านๆ

---คนที่นับถือได้พยายามหาทางที่จะไปให้ถึงเพื่อทำการสักการะบูชาให้ได้ ทั้ง ภูเขาไกรลาส และ ทะเลสาบมานัส ได้ถูกกล่าวถึงในมหากาพย์ รามายณะ และ มหาภารตะ ในรามายนะกล่าวถึงทะเลนี้ว่า "ทะเลสาบมานัสอันศักดิ์สิทธิ์นี้ แม้แต่ใครได้ถูกต้องสัมผัสหรือนำเอามาล้างร่างกายหรือได้อาบน้ำในทะเลสาบนี้ ผู้นั้นจะได้ไปสู่สรวงสวรรค์ และถ้าใครได้ดื่มน้ำในทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์นี้ ก็จะได้ขึ้นไปอยู่ในสวรรค์ใกล้ที่สถิตของพระศิวะ"

---แต่ก็มีชาวฮินดูบางพวกเชื่อว่าภูเขาลูกนี้คือ ภูเขาพระสุเมรุ อันเป็นแกนของโลกและมีทะเลขวางอยู่ และเป็นที่ประทับของพระศิวะที่ผู้นับถือลัทธิพราหมณ์กล่าวว่า ณ กึ่งกลางทะเลสาบนี้ มี ต้นชมพู่ (Jumbu) ศักดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์ไม่อาจมองเห็น ซึ่งมีสายน้ำไหลออกมาจากผลของต้นไม้นี้เกิดเป็นน้ำในทะเลสาบขึ้น เป็นสายน้ำอันมีคุณวิเศษทำให้อายุยืนยาว    สายน้ำในทะเลสาบนี้เองที่ไปเป็น ต้นน้ำคงคา อันศักดิ์สิทธิ์ที่ถ้ำน้ำแข็งใกล้ วิหารคงโคตรี (Gangotri)

---นอกจากนั้นน้ำในแม่น้ำทางตะวันออกคือ แม่น้ำนลินี หลาทินี ปาพนี และแม่น้ำทางด้านตะวันตกคือ แม่น้ำจักษุ แม่น้ำสีดา แม่น้ำสินธุ ก็ล้วนเป็นแม่น้ำที่มีต้นน้ำมาจากที่เดียวกัน ดังนั้นบริเวณที่เป็นทะเลสาบมานัสและภูเขาไกรลาส (ไกลาส)จึงยึดถือกันว่าเป็นบริเวณที่จะต้องไป นมัสการ หรือ ธุดงค์ อันเรียกว่า ไกรลาสยาตรา (Kailasyatra) ซึ่ง พราหมณ์สวามี นาวะนันทะ (Navananda) กล่าวไว้ว่า การธุดงค์ไปจนถึงภูเขาไกรลาสและ เดินประทักษิณ ให้ครบ 39 รอบเป็นการเคารพบูชาอย่างสูงสุด และการเดินทางไปจะต้องเดินทางในเดือนกันยายนหรือตุลาคมเท่านั้น

---แต่ภูเขาไกรลาสและทะเลสาบมานัสนั้นอยู่ไกลหนักหนา ผู้ที่จะทำการไกรลาสยาตราจะต้องเดินทางไปจากอินเดียผ่านเข้าไปทาง ช่องเขาลิปูเลค (Lipu lakh) ซึ่งมีทางเดียวคือต้องเดินทางไปจากอุตระประเทศของอินเดียเข้าไปสู่ธิเบต โดยการไกรลาสยาตรากว่าจะเดินด้วยเท้าไปถึงก็กินเวลาถึง 7 วันจึงจะถึงช่องเขาอันอยู่ในระดับสูง 17,600 ฟุต ช่องเขานี้จะผ่านเข้าไปยังที่อยู่ของ ชาวบูเตีย (Bhutia) ตลอดระยะทาง นักธุดงค์จะต้องท่องคำว่า "ไกรลาสยาตราไกฟาโฮ" ไปตลอดเพื่อให้จอมเทพทรงรับรู้ว่า ณ บัดนี้ขบวนธุดงค์ได้เดินทางมาทำการสักการะแล้ว  

---เมื่อผ่านช่องเขาลิปูเลคไปแล้ว ก็จะเริ่มมองเห็นยอดเขาไกรลาส โดยจะเห็นภูเขาที่มีเมฆหมอกปกคลุม นานๆสักครั้งจึงจะเห็นถนัด จากนั้นนักธุดงค์จะต้องเดินทางผ่าน ช่องเขากัวลา (Gurla pass) ช่องเขานี้บางทีก็เรียกว่า กาฬบรรพต เพราะเป็นภูเขาหินสีดำไม่มีหิมะจับทั่ว จึงมีความน่ากลัว มีเมฆหมอกที่ลอยผ่านช่องเขาพื้นที่สูงๆต่ำๆ ล้วนเต็มไปด้วยหิมะ ทางเดินของพวกไกรลาสยาตรานั้น ตั้งแต่เริ่มพ้นเขตอินเดียก็ต้องลุยไปตามหิมะโดยตลอด เสบียงจะต้องเป็นเฉพาะพืชแห้ง ไม่มีเนื้อสัตว์ บรรทุกหลังลาหรือม้า หรือไม่ก็สะพายเดินฝ่าหิมะอันขาวสล้างกันไป 

---เมื่อพ้นช่องเขากัวลาไปแล้ว ทางขวามือถือทะเลสาบ "รัคสาสทาล" (Raksastal) ซึ่งมีพื้นน้ำสีเทาดูเปล่าเปลี่ยวแห้งแล้ง ซึ่งตลอดทางมีภูเขาขวางอยู่ทำให้ต้องเดินเลียบภูเขานี้ไปเมื่อพ้นภูเขาตอน นี้จะเห็นความกระจ่าง เขียวสดใส สะอาด ดูกว้างใหญ่อยู่ตรงหน้านั่นคือทะเลสาบมานัสโรวาอันศักดิ์สิทธิ์คณะธุดงค์จะ เอามือทั้งสองประสานกันไว้เหนือหัว เปล่งเสียงว่า "พูช" (Poosh) อันแปลว่า "ไม่" หมายถึงจะทำร่างกายจิตใจให้ไม่มีอกุศลจิตใดๆ

---บางคนจะลงกราบอย่างปลื้มปิติเต็มกลั้น แต่บางคนจะวิ่งตรงไปยังชายทะเลสาบเพื่อที่จะได้สัมผัสกับน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อไปถึงชายฝั่งจะทำการเคารพโดยใช้หน้าผากจรดพื้นชายฝั่งตรงกันข้ามกับทะเลสาบไปทางใต้ราว 16 ไมล์ ยอดเขาไกรลาสขาวสล้างด้วยหิมะจะแลดูเด่นตระหง่านอยู่  บริเวณริมทะเลสาบจึงมีกองหินอันเปรียบเสมือนสถูป

---ที่ผู้เดินทางมาทำการบูชาสร้างขึ้นอยู่มากมาย พวกไกรลาสยาตราจะนำว่าวที่มีรูปวงล้อออกมาชักขึ้นไปบนท้องฟ้าเป็นการบูชาด้วยครับ  จากนั้นนักธุดงค์จะทำการอันควรบูชาต่างๆ ณ ชายทะเลสาบมานัสโรวา บ้างก็จะพักอยู่ชั่วขณะแล้วก็จะเดินทางต่อผ่านหุบเขาเข้าไปสู่ที่กว้างหรือทะเลทรายอันดำมืด อันมีชื่อว่า รัคสาสทาล (Raksastal) แปลว่าทะเลสาบปีศาจ บริเวณนี้อยู่บนพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 14,950 ฟุต ซึ่งนับเป็นทั้งทะเลทรายและทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์นี้กว้างราว 2 ไมล์

---เมื่อนักธุดงค์ไกรลาสยาตราเดินทางมาถึงเชิงเขาไกรลาส ก็เตรียมพร้อมทำการทักษิณาวรรตรอบภูเขาไกรลาส ซึ่งจะต้องไปพักที่วัดทางพุทธศาสนาชื่อ วัดตารเชน (Tarchen) ซึ่งตั้งอยู่ ณ เชิงเขามีลักษณะเป็นวัดทิเบตเล็กๆ มีเต็นต์ตั้งไว้ให้คณะนักธุดงค์ได้พัก   จากวัดนี้ หัวหน้าไกรลาสยาตราจะกองสัมภาระไว้และเตรียมทำพิธีเดินเวียนรอบภูเขาไกรลาส ซึ่งถ้าเดินได้ครบ 108 รอบจะได้ไปอุบัติใน นิรวนา (Nirvana) บนสรวงสวรรค์ นักแสวงบุญบางคนสามารถเดินรอบเขาไกรลาสซึ่งมีเส้นรอบวงยาว 32 ไมล์ได้ครบหนึ่งรอบในวันเดียว 108 รอบก็เดิน 108 วัน แต่หลายๆคนกว่าจะเดินครบหนึ่งรอบก็ใช้เวลา 2-3 วัน   ในขณะที่เดินจงกรมไป

---รอบภูเขาไกรลาสนั้นก็มีข้อห้ามมากมาย เช่น ห้ามพูดปดหรือนอนลงบนพื้น แต่การทำความเคารพนั้นนอนกราบได้ บางคนเคร่งมากทำความเคารพแบบกราบไปทุกก้าวที่เดิน ดังนั้นการเดินรอบเขาไกรลาสจึงใช้เวลานานมาก  ถ้าจะว่ากันโดยรูปร่างของภูเขาไกรลาสนี้ นักธุดงค์กล่าวว่า นี่คือรูปทรงของ "วิศวะลึงค์" (Vishwalinga) หรือ ศิวลึงค์ของโลก ผู้ที่ได้เห็นเพียงครั้งเดียวจะประสบความสุข แสงสว่างของภูเขาก็คือแสงสว่างของพระเป็นเจ้า บางทีถ้าอากาศดี จากภูเขาไกรลาสมองไปทางทิศตะวันออกจะเห็นเนปาลและบางส่วนของอินเดีย ดังโศลกของ พระโควินทะ (Govinda)ว่า "จากที่นี้ เราจะมองเห็นจักรวาล ซึ่งรับพลังที่แผ่ท่วมท้นไปอย่างเงียบๆ จากทะเลสาบ ศักดิ์สิทธิ์และจากภูเขาไกรลาสอันอ้างว้าง"

---เรื่องราวของ ป่าหิมพานต์ ซึ่งกล่าวกันว่าอยู่ทางทิศเหนือของอินเดีย คือบริเวณภูเขาหิมาลัยนั้น ในไตรภูมิกล่าวว่ามีสระน้ำอยู่ถึง 7 สระ (หมายถึงทะเลสาบ) ซึ่งมี สระวินทุ มานสะ อโนดาต เป็นต้น ได้กล่าวไว้ว่ามานสะเป็นแหล่งน้ำอยู่ที่เขาไกรลาส เป็นที่กำเนิดของหงส์และหงส์จะไปยังสระนี้ทุกปี  มานสะ กับ มานัส คือแห่งเดียวกัน ถึงแม้ที่ราบอันพอจะเป็นทะเลสาบนั้นมีมากมายกว่า 7 แห่ง แต่ที่เขาไกรลาสนั้นก็มีเพียงทะเลสาบมานัสหรือมานสะเท่านั้นที่เป็นทะเลาสาบที่ชาวฮินดูนับถือ  ยังมีชื่อทะเลที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในเรื่องราวที่เกี่ยวกับเทพเจ้าของชาวฮินดู นั่นก็คือชื่อของทะเลสำคัญชื่อว่า "สีทันดร" ที่ปรากฎอยู่ในไตรภูมิ กล่าวว่าทะเลนี้ล้อมรอบเขาพระสุเมรุอยู่ โดยที่เขาสัตบริภัณฑ์ล้อมรอบอยู่อีกทีหนึ่ง

*เขาสัตบริภัณฑ์ คือหมู่เขาทั้ง 7

*ซึ่งกล่าวว่าเป็นภูเขาที่มีรูปเป็นวงกลมล้อมรอบห้วงสมุทรสีทันดรอยู่ถึงเจ็ดชั้น คือ ภูเขายุคนธร อิสินธร กรวิก สุทัส เนมินธร วินตกะ และ อัสกัณ

---ชื่อของทะเลสีทันดรนี้มีกล่าวถึงอยู่ในวรรณคดี หลายเรื่อง กล่าวถึงลักษณะของน้ำในทะเลสีทันดรว่าใสสะอาด ซึ่งลักษณะของทะเลหรือที่ตั้งดูคล้ายกันกบแชมบาราหรือนิรวนาอันเป็นสวรรค์ ที่อยู่บนพื้นดิน ซึ่งกล่าวว่ามีภูเขาล้อมรอบอยู่ถึงสองชั้น มีทะเลสาบล้อมอาณาจักรทั้ง 8 อันมี รุทระจักริณ เป็นใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นอาณาจักรที่ล้วนแล้วไปด้วยทอง ใครได้เข้าไปอยู่แล้วไม่ตาย  เรื่องราวของ อาณาจักรแชมบารา (Shambara) หรือบางแห่งเรียกว่า แชมบาฮารา อันมีกล่าวอยู่ในคัมภีร์สำคัญของธิเบตกล่าวว่าอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยนี้เอง

---เรื่องราวของอาณาจักรอันมีน้ำล้อมรอบนี้ เชื่อถือกันมากทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ ซึ่งก็ดูตรงกับตำแหน่งของเขาพระสุเมรุ อันกล่าวว่าเป็นที่อยู่หรือที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และเป็นภูเขาที่มองไม่เห็น ถ้าเป็นที่พำนักของพระศิวะดังกล่าวกันแล้ว สีทันดรก็คือทะเลที่อยู่โดยรอบของอาณาจักรพระรุทระหรือพระอิศวรศิวะมหาเทพ ซึ่งก็มีอยู่เพียงแห่งเดียวที่เห็นได้และมีอยู่จริง ท่ามกลางภูเขาอันมียอดปกคลุมด้วยหิมะล้อมไว้ คือทะเลสาบมานัสโรวา

---แต่กึ่งกลางของทะเลสาบก็หามีอาณาจักรใดไม่ หรืออาจจะซ่อนอยู่ในอีกมิติหนึ่งก็เป็นได้แต่ก็มีเรื่องเล่าว่า ผู้ที่เดินทางไปนมัสการไกรลาสยาตราได้มีอะไรที่ดลใจให้ปีนขึ้นไปบนเนินเขาสูงสักลูกหนึ่งใกล้ทะเลสาบมานัส ได้ไปเห็นว่ามีที่ๆหนึ่งเต็มไปด้วยผู้คนและกษัตริย์ เมื่อลงมาแล้วก็เล่าให้ผู้อื่นฟัง พอกลับขึ้นไปอีกครั้งก็ไม่ปรากฎภาพนั้น

---"จากการนับถือพระเป็นเจ้านี่แหละครับ จึงได้มีผู้เชื่อว่าถ้าได้ตั้งความเพียร บูชาพระผู้เป็นเจ้าจนพระองค์พอพระทัยแล้ว พระองค์ก็จะเสด็จลงมาประทานพร จึงเกิดมีผู้บำเพ็ญตบะตั้งความเพียร บูชาพระเป็นเจ้ากันขึ้นมากมาย "ฯ




........................................................................




ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล
รวบรวมโดย...แสงธรรม
อัพเดทรอบที่ 6 วันที่ 23 กันยายน 2558