วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

คลังมหาสมบัติพญานาคราช พญาศรีสุทโธ เจ้าแห่งนครบาดาล เทพผู้สร้างปาฏิหาริย์บนพื้นพิภพ

" คลังมหาสมบัติพญานาคราช พญาศรีสุทโธ เจ้าแห่งนครบาดาล เทพผู้สร้างปาฏิหาริย์บนพื้นพิภพ "

เมื่อครั้งดึกดำบรรพ์มีการกล่าวขานถึงนิทานปรัมปรา ที่ดูท่าน่าจะเป็นจริง เมื่อเราได้นึกถึง สถานที่ เหตุการณ์ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสถานที่ที่เล่ากันว่าเป็นพำนักของ พญาศรีสุทโธ เจ้าแห่งนครบาลผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ ไม่ว่าจะเป็น หนองแส, ธาตุหลวง หนองคันแท ส.ป.ป.ลาว, พรหมประกายโลก (คำชะโนด), หนองอ้อมเกาะ (อ้อมกอ), และ ภูผาเหล็ก ซึ่งล้วนแต่เล่าขานกันว่าเป็นทางผ่าน เป็นทีประทับของ พญาศรีสุทโธ และจะมีปรากฏปาฏิหาริย์ เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนใกล้ชิด ตามตำนานที่เล่าขานกันมา 

มีเรื่องเล่ากันมาว่า เมื่อก่อน "หนองกระแส" ซึ่งอยู่ทางเหนือของประเทศลาว เป็นเมืองที่พญานาราชครอบครองอยู่ โดยแบ่งหนองกระแสออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นเขตครอบครองของ "สุทโธนาค" และอีกส่วนหนึ่งเป็นเขตปกครองของ "สุวรรณนาค" ซึ่งทั้งสองมีความรักใคร่กันมากไปมาหาสู่กันเป็นประจำ 

(หนองแส หรือ "หนองกระแส" ปัจจุบันอยู่ในเขตคุนหมิง ประเทศจีน ชาวจีนเรียกใหม่ว่า "ทะเลสาปเอ๋อไห่, และ "สุวรรณนาคราช" เป็นผู้สร้างเมืองหนองหาร (สกลนคร) - ผู้จัดทำเว็บตามรอยฯ : อธิบาย) 

ต่อมาสุทโธนาคได้มีอาหารเป็นเนื้อช้าง ซึ่งมีจำนวนมากมายเต็มลำเกวียนพร้อมขนหาง ซึ่งถือว่าเป็นมงคลมอบให้ไปด้วย ซึ่งทำให้เกิดความพึงพอใจของสุวรรณนาคยิ่งนัก ครั้นต่อมาสุวรรณนาคมีอาหารเป็นเม่นซึ่งเป็นของอร่อย จึงแบ่งแล้วใช้เรียวไม้ร้อยเป็นพวง พร้อมกับขนเม่นให้เป็นของที่ระลึก ไปส่งให้สุทโธนาค 

เมื่อสุทโธนาคเห็นดังนั้นคิดว่า เนื้อช้างที่เราส่งให้ขนหางเล็กนิดเดียวยังได้เนื้อเต็มลำเกวียน นี่ขนเม่นโตขนาดนี้มีเนื้อให้พวงไม้ร้อยเดียว จึงทำให้เกิดความโกรธแค้นเป็นยิ่งนัก สุทโธนาคจึงนำไพร่พลทหารกรีฑาทัพท้ารบกับสุวรรณนาค และเกิดสงครามกันนานถึง 7 ปี ซึ่งต่างฝ่ายต้องการชัยชนะจากสงคราม และขับไล่ฝ่ายตรงข้ามออกจากหนองกระแส และจะทำการครอบครองหนองกระแสแต่ผู้เดียว 

การสู้รบของพญานาคทั้งสองทำให้พื้นพิภพสั่นสะเทือนไปทั่ว เกิดความเดือดร้อนไปจนถึงทั้งสามภพ คือ บาลดาล มนุษย์ และสวรรค์ เมื่อความทราบถึงพระอินทร์จึงได้เสด็จลงมายังมนุษยโลกเพื่อสอบสวน เมื่อทราบความแล้วจึงสั่งให้พญานาคทั้งสองเลิกสงครามหันมาแข่งขันกัน สร้างแม่น้ำออกจากหนองแส ไปจนถึงปากน้ำทะเล หากใครถึงก่อนเป็นผู้ชนะและให้ครอบครองแม่น้ำแห่งนั้น 

เมื่อรับคำบัญชาจากพระอินทร์แล้ว พญานาคราชทั้งสองจึงนำไพร่พลทำการขุดแม่น้ำออกจากหนองแสทันที สุวรรณนาคเป็นพญานาคราชที่มีความละเอียดอ่อน มีความเป็นระเบียบจึงสั่งให้ไพร่พลขุดแม่น้ำให้ตรง จึงทำให้ต้องใช้เวลานาน ในการขุดแม่น้ำและได้แม่น้ำไม่ยาวนัก 

จนทำให้แพ้ในการแข่งขัน จึงเรียกว่า “แม่น้ำนาน” และให้เป็นที่ครอบครองของสุวรรณนาคพร้อมบริวาร จึงได้ขนานนามว่า “แม่น้ำน่าน แห่งสุวรรณภูมิ” ซึ่งหมายถึงที่อยู่ของสุวรรณนาค ซึ่งเป็นผืนแผ่นดินที่เป็นประเทศไทย ในปัจจุบันและเราได้ขนานนามแผ่นดินแห่งนี้ว่า “สุวรรณภูมิ” มาตราบเท่าทุกวันนี้

ฝ่ายสุทโธนาค เมื่อได้รับคำบัญชา จึงได้กรีฑาไพร่พลทำการขุดแม่น้ำออกจากหนองกระแสไปทางทิศตะวันออก ทันที่ เนื่องจากว่า "สุทโธนาค" เป็นพญานาคราชที่ใจร้อนและมีอิทธิฤทธิ์มาก จึงสั่งให่ไพร่พลขุดแม่น้ำเมื่อมีภูเขาขวางหน้าก็สั่งให้ไพร่พลขุดไปตามซอกหินและภูเขาอย่างรีบเร่งทำให้เกิดความคดโค้ง บางที่มีความลึกมากบางแห่งที่เป็นภูเขาก็ขุดให้กว้าง ตามซอกถ้ำและหินผา จนทะลุถึงทะเลตามคำบัญชาของพระอินทร์ก่อนสุวรรณนาค

เมื่อสำเร็จจึงนำความกราบทูลต่อพระอินทร์ เพื่อวินิจฉัย พระอินทร์จึงทรงประกาศให้สุทโธนาคเป็นฝ่ายชนะ และให้แม่น้ำนี้ชื่อว่า “แม่น้ำโค้ง” และได้แผงมาเป็น “แม่น้ำโขง” จนปัจจุบัน โดยให้สุทโธนาคพาข้าทาสบริวารและไพร่พลอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง ทรงอนุญาตให้เกิดมีปลาบึกให้เป็นสัญลักษณ์แห่งแม่น้ำ และให้เป็นผู้ครอบครองนครบาดาลแต่เพียงผู้เดียว และได้ขนานนามว่า “พญาศรีสุทโธ” โดยอนุญาตให้มีประตูขึ้นสู่โลกมนุษย์ จำนวน 3 แห่ง คือ 

ที่ตั้งเมืองนครเวียงจันทร์ และเจ้าผู้ปกครองแห่งนครเวียงจันทร์ได้ก่อสร้าง พระธาตุหลวง ปิดทางขึ้นเอาไว้ในปัจจุบันที่ "หนองคันแท" ใน ส.ป.ป.ลาว และที่พรหมประกายโลก (คำชะโนด) พรหมประกายโลก

หมายถึงที่ที่เทวดาลักลอบลงมากินดินจนทำให้หมดอิทธิ์ฤทธิ์ กลายเป็นกึ่งเทพกึ่งมนุษย์ (ภาษาพื้นบ้านโบราณเรียกว่า ผีบังบด) เป็นข้ารับใช้ให้กับพญานาคราชศรีสุทโธนาค และทรงอนุญาตให้ "พญาศรีสุทโธ" กลายร่างเป็นมนุษย์ได้ในวันข้างขึ้น 15 วัน และให้กลายร่างเป็นพญานาคราชในวันข้างแรม 15 วัน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


( คำว่า "หนองคันแท" คือสมัยนั้นองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จมาประทับที่ริมหนองนี้ ปัจจุบันคือ "พระธาตุหลวง" นั่นเอง - ผู้จัดทำเว็บตามรอยฯ : อธิบาย )



คลังมหาสมบัติพญานาคราช เส้นทางสู่คลังมหาสมบัติ


มีการเล่าขานกันมาว่า เมื่อครั้งพญานาคาราชศรีสุทโธ ได้รับบัญชาจากพระอินทร์ให้ขุดแม่น้ำแข่งขันกับสุวรรณนาค นั้น และจะประทานให้แม่น้ำที่ทำการขุดให้เป็นที่ครอบครอง เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจการขุดแม่น้ำโขง และได้รับประทานุญาตให้แม่น้ำโขง เป็นที่ครอบครองแล้วพญาศรีสุทโธ เจ้าแห่งนครบาดาลจึงได้ย้ายที่ประทับในพื้นที่ครอบครองเดิมที่หนองกระแส มายังแม่น้ำโขง

เนื่องจากพญาศรีสุทโธเป็นจอมนาคาที่มี ไพร่พล ข้าทาสบริวารมาก และทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลทั้งจากหนองกระแส และนครบาดาล เพื่อเป็นเตรียมพร้อมในการทำสงครามและหาสถานที่จัดเก็บมหาสมบัติซึ่งประกอบด้วย เหล็กไหลน้ำผึ้ง แก้วเสด็จ และเพชรพญานาค 

จึงได้สั่งให้ไพร่พลทำการขุดแม่น้ำออกจากแม่น้ำโขงลงมาทางด้านทิศใต้ บริเวณ ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ในปัจจุบัน ลัดเลาะไปตามช่องเขาผ่านที่ราบและภูเขาหลายแห่งลงไปทางด้านทิศใต้ ผ่านอำเภอบ้านแพง อำเภอบึงโขงหลง อำเภอเซกา อำเภอคำตะกล้า อำเภอบ้านม่วงในช่วงนี้แม่น้ำสงครามเป็นเส้นแบ่งเขตจังหวัดระหว่างจังหวัดสกลนครกับจังหวัดอุดรธานี 

เริ่มอำเภอบ้านม่วงและอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร กับอำเภอบ้านดุง อำเภอทุ่งฝน อำเภอหนองหานไปจดภูผาเหล็ก ที่อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายส่วนปลายของเทือกเขาภูพาน และเป็นภูเขาที่ไม่สูงมากนักและมีบริเวณกว้างและยาวมีอาณาเขตติดต่อกันระหว่าง อำเภอส่องดาว อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร และอำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี และเพียงพอที่จะเก็บมหาสมบัติของพญานาคราชศรีสุทโธได้ และเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำสงคราม

http://i216.photobucket.com/albums/cc135/seraindia/1376333_557525234301072_1865245577_n.jpg

บัลลังก์พญานาคราชศรีสุทโธ

ในช่วงเขตของ "อำเภอบ้านดุง" เป็นส่วนที่แม่น้ำสงครามใกล้กับพรหมประกายโลก (คำชะโนด) ซึ่งเป็นประตูเมืองจากนครบาดาลมายังโลกมนุษย์มากที่สุด เชื่อกันว่าพญานาคราชศรีสุทโธได้ใช้เป็นเส้นทางในการขนย้ายมหาสมบัติขึ้นจากนครบาดาล ไปยังคลังมหาสมบัติต้นแม่น้ำสงคราม ในการเดินทางขนย้ายมหาสมบัติของพญาศรีสุทโธ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่งนักในปัจจุบัน 

เมื่อปรากฏว่ามีเกาะหินทรายที่มีรอยประทับของพญาศรีสุทโธลงบนหินทรายภายในเกาะ ซึ่งมีขนาดใหญ่น้อยแตกต่างกันไป และมีน้ำไหลล้อมรอบอยู่ระหว่างเส้นทางเดินจากพรหมประกายโลก (คำชะโนด)ไปยังแม่น้ำสงคราม 

และบริเวณเกาะกลางแอ่งน้ำนี้มีสภาพที่มีบ่อน้ำผุดขึ้นจากใต้ดินรอบบริเวณเกาะ คล้ายกับบ่อน้ำที่เรียกว่าเป็นประตูเมืองของนครบาดาลที่พรหมประกายโลก (คำชะโนด) หลายบ่อรอบบริเวณเกาะ และเป็นที่น่าจะเชื่อได้ว่าเป็นอีกประตูหนึ่ง หรือหลาย ๆ ประตู ที่เป็นเส้นทางจากนครบาดาลสู่เมืองมนุษย์ 

1. บริเวณภายนอกเกาะทางด้านทิศเหนือ เป็นบ่อขนาดใหญ่ที่มีน้ำไหลออกมาตลอดปีและไหลแรงมาก ซึ่งเคยปรากกว่าน้ำจากบ่อนี้ไหลพุ่งขึ้นจากบ่อมีความสูง 2 – 3 เมตร และจะไหลลงไปยังร่องน้ำรอบเกาะ ปัจจุบันทางหมู่บ้านก่อสร้างท่อขนาดใหญ่เก็บกักน้ำและทำท่อส่งน้ำไปใช้อุปโภคบริโภคภายในหมู่บ้าน

2. บ่อน้ำทางด้านทิศตะวันออก เป็นบ่อขนาดใหญ่ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ทำการบูรณะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 เมตร มีน้ำไหลออกมาตลอดปีอ้อมเกาะลงไปทางด้านทิศใต้

3. บ่อน้ำทางด้านทิศตะวันตก เป็นบ่อน้ำที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำภายนอกเกาะ มีน้ำไหลออกมาจากซอกหินภายในเกาะ ในปัจจุบันชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับบ่อน้ำที่คำชะโนด และจะนำน้ำจากบ่อน้ำแห่งนี้ไปประกอบพิธีบวงสรวงเจ้าปู่หอคำ ทุกปี

4. เป็นบ่อน้ำขนาดเล็กทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งไหลออกมาจากซอกหินภายใต้ฐานเจดีย์โบราณ และเป็นที่ตั้งของใบเสมาหิน ทางด้านทิศใต้ ซึ่งก่อนหน้านี้มีต้นตะเคียนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.50 เมตรเกิดทับเอาไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2545 เมื่อต้นตะเคียนโค่นล้มลง จึงปรากฏเห็นเป็นบ่อน้ำที่ไหลออกมาและมีใบเสมาหินทรายที่มีร่องรอยการตัดหินทรายทำเป็นใบเสมา

น้ำทั้งที่ผุดออกมาจากบ่อน้ำภายในเกาะทั้ง 4 แห่งจะไหลอ้อมเกาะลงมาทั้งทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ลงไปทางด้านทิศใต้ของเกาะและไหลลงสู่แม่น้ำสงคราม

* หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น

กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (ข้อสอบ ข่าววิทยาศาสตร์ ทุนการศึกษา บทความ บทเรียน โครงงาน นิยาย blog webboard - วิชาการ.คอม) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา

จาก http://www.vcharkarn.com/blog/37237/7678

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ตำนานรักแท้สุดเศร้า "คนกับพญานาค"


ตำนานรักแท้สุดเศร้า "คนกับพญานาค"

เรื่องเล่าขานประจำบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ"
สมัยก่อน บริเวณที่เป็นตัวบึงโขงหลงนั้นไม่ได้เป็นพื้นน้ำ แต่เป็นพื้นดินที่ตั้งเมือง ชื่อว่ารัตพานคร มีผู้ปกครองนคร คือพระอือลือราชา มีมเหสีชื่อนางแก้วกัลยา มีพระธิดาชื่อพระนางเขียวคำ (ต่อมาอภิเษกกับพระเจ้าสามพันตา) มีพระโอรสชื่อเจ้าชายฟ้าฮุ่ง ตามตำนานเล่าว่า เจ้าชายฟ้าฮุ่ง เป็นผู้มีความเฉลียวฉลาด มีความรอบรู้และมีรูปเป็นสมบัติ ต่อมาเจ้าชายฟ้าฮุ่งได้อภิเษกสมรสกับ นาครินทรานี ซึ่งเป็นพระธิดาของพระยานาคราชแห่งเมืองบาดาล ซึ่งจำแลงแปลงกายเป็นมนุษย์ การจัดงานอภิเษกสมรสได้จัดทำกันใหญ่โตมโหฬารมากทั้งเมืองรัตพานครและเมืองบาดาล(๗วัน๗คืน) เพื่อให้สมกับการแต่งงานอันยิ่งใหญ่ในครั้งครั้งนี้ และเพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธไมตรีระหว่างพระยานาคกับพระเจ้าอือลือ
พระยานาคราชได้มอบเครื่องราชกุฎภัณฑ์ซึ่งเป็นของมีค่าประจำตระกูลให้กับพระเจ้าอือลือราชาในโอกาสนี้ด้วย พร้อมกับฝากฝังลูกสาวของตน ให้เมืองรัตพานครดูแล โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่า นางคือลูกของพญานาคแห่งเมืองบาดาลเจ้าชายฟ้าฮุ่งกับเจ้าหญิงนาครินทรานี อยู่กินร่วมกันมา ๓ ปี ก็ไม่สามารถที่จะมีผู้สืบสายโลหิตได้(เพราะธาตุมนุษย์กับนาคเข้ากันไม่ได้) จึงทำให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจกับทั้งสองเป็นอันมาก ซึ่งต่อมาทำให้เจ้าหญิงนาครินทรานีล้มป่วยลง
ทำให้ร่างกายของนางกลับกลายร่างเป็นนาคตามเดิม ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วกรุงรัตพานคร แม้ต่อมาพระนางจะร่ายมนต์กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้งก็ตาม เมื่อทุกคนทราบความจริงว่านาครินทรานีเป็นนาค ประชาชนชาวรัตพานครและพระเจ้าอือลือราชาไม่พอใจอย่างมาก จึงได้แจ้งให้พระยานาคราชมารับลูกสาว พร้อมขับไล่นางนาครินทรานีกลับคืนสู่เมืองบาดาล โดยไม่ใยดี แม้กระทั้งการจะไปส่งด้วยน้ำใจก็ไม่มี ไม่เหมือนกับครั้งที่นางมาในพิธีอภิเษกสมรส พระยานาคราชกริ้วโกรธกับการกระทำของเมืองรัตพานครที่ได้กระทำต่อลูกสาวของตน แต่ด้วยความรักที่มีต่อพระธิดาของตน จึงมารับพระธิดากลับโดยดี แต่ก่อนกลับสู่เมืองบาดาล พระพระยานาคราชได้ขอเครื่องราชกุฎภัณฑ์ที่เป็นเครื่องประดับยศ และสมบัติที่มอบให้พระธิดา เมื่อครั้งแต่งงานคืน แต่พระเจ้าอือลือราชาไม่สามารถคืนได้ เนื่องจากได้นำไปแปรสภาพเป็นอย่างอื่นแล้วพระยานาคราชกริ้วโกรธมาก เพราะธิดาของตนถูกขับไสไล่ส่ง ก็เจ็บใจมากพอแล้ว อีกทั้งยังขอรับเครื่องราชกุฎภัณฑ์ของตนกลับเมืองบาดาลไม่ได้ พระยานาคราชแห่งบาดาลจึงได้ประกาศว่าจะกลับมาพร้อมกับไพร่พลแห่งเมืองบาดาล เพื่อถล่มเมืองรัตพานครให้สิ้นสภาพความเป็นเมืองหลังจากพระยานาคราชกลับเมืองบาดาล ตกในคืนวันเดียวกันนั้นไพร่พลแห่งพระยานาคราช
ได้ยกมาถล่มเมืองรัตพานครจนราบคาบเป็นหน้ากลอง ไม่มีใครรอดพ้นจากฤทธิ์ของนาคได้ จนพื้นดินที่เคยเป็นเมืองรัตพานครในอดีต กลายเป็นผืนน้ำอันเวิ้งว้าง รัตพานครล่มถล่มลง ผู้คนแห่งเมืองล้วนล้มตายเพราะความโกรธของพระยานาคราช ที่เกิดจากชาวรัตพานครกระต่อพระธิดาของตน เนื่องจากนางนาครินทรานีไม่ทราบว่าพระบิดาจะมาถล่มเมืองรัตพานคร แต่พอทราบภายหลังก็ขึ้นมาตามหาเจ้าชายฟ้าฮุ่ง นางออกตามหาเจ้าชายฟ้าฮุ่งทั่วบึงของหลง ถึงแม่น้ำสงครามแต่ก็ไม่พบ จึงได้กลับเมืองบาดาล เมืองรัตพานครถูกถล่มจนกลายเป็นบึงของหลง และได้กลายมาเป็น “บึงโขงหลง” ในปัจจุบันจากพื้นดินอันเป็นที่ตั้งของรัตพานคร กลายเป็นเวิ้งน้ำ แต่ในช่วงที่ไพร่พลพญานาคเข้าทำลายเมืองนั้นยังมีวัดที่ตั้งอยู่ในรัตพานคร ที่พระยานาคราชและไพร่พลไม่ทำลาย เหลือไว้เป็นที่สักการะของผู้คนที่จะมาพบเห็นในกาลต่อไป
ซึ่งในกาลต่อมาวัดเหล่านั้นได้เสื่อมสภาพลง กลายเป็นเกาะและป่าขนาดเล็กที่มิได้จม หรือถูกทำลายให้กลายเป็นพื้นน้ำ วัดเหล่านั้นจึงปรากฏเป็นชื่อดอน หรือเกาะต่างๆ ในบึงโขงหลงในปัจจุบันดังนี้ วัดแก้วฟ้า หรือวัดดอนแก้ว ปรากฏเป็นดอนแก้วในปัจจุบัน วัดโพธิ์สัตว์หรือวัดดอนโพธิ์ มาเป็นดอนโพธิ์ และวัดแดนสวรรค์ กลายเป็นดอนสวรรค์ ซึ่งปัจจุบัน เป็นที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง และสิ่งหนึ่งที่มีชื่อปรากฏตามตำนานในปัจจุบันคือ เส้นทางที่พระธิดานาครินทรานีตามหาเจ้าชายฟ้าฮุ่งในเมืองรัตพานครไม่เจอ จึงออกตามหาต่อจากบึงโขงหลง ต่อไปยังน้ำสงคราม เส้นทางดังกล่าว กลายเป็นน้ำเมาที่เชื่อมต่อบึงโขงหลง และน้ำสงคราม ส่วนคำว่าน้ำเมา หรือห้วยน้ำเมานั้น เป็นเพราะเกิดจากความลุ่มหลงในรักของพระธิดาของพระยานาคที่มีต่อเจ้าชายฟ้าฮุ่ง ซึ่งตกอยู่ในอาการที่เรียกว่ามัวเมาในความรัก จึงเป็นเส้นทางแม่น้ำที่เรียกว่าน้ำเมาหมายเหตุ บึงโขงหลงเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ เกิดตามธรรมชาติ มีพื้นที่ประมาณ ๑๑ ตารางกิโลเมตร ปัจจุบันประชาชนรอบพื้นที่บึงโขงหลงได้ใช้แหล่งน้ำแห่งนี้ ประกอบอาชีพด้านประมง กสิกรรม เกษตรกรรม


วันจันทร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

พญาศรีสุทโธนาคราช



ประวัติเจ้าพ่อพระยาศรีสุทโธ
          เรื่องเจ้าพ่อศรีสุทโธกับตำนานอีสานเรื่องผาแดง-นางไอ่ จะมีความสัมพันธ์เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ คณะผู้รวบรวมกำลังศึกษาค้นคว้าจากหนังสือตำนานของอีสานหลายเล่มอยู่ พร้อมทั้งศึกษาจากการเล่าของคนเฒ่าคนแก่ที่เล่าสืบต่อกันมาแบบปากต่อปาก ซึ่งไม่มีการบันทึกเป็นหลักฐาน แต่ผู้รวบรวมมีความเห็นว่าถ้าหากเป็นเรื่องเดียวกัน เจ้าพ่อศรีสุทโธน่าจะเป็นมนุษย์ คงจะเป็นเจ้าเมืองหรือผู้ปกครองบ้านเมืองในสมัยโบราณและคงจะเป็นคนที่เก่งมาก เมื่อชาวข่ากุลาจากประเทศอินเดียมาเสาะแสวงหาเกลือสินเธาว์ในภาคอีสานของไทยในสมัยโบราณ เพราะเกลือเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นแก่ชีวิตมาก อาจจะมาพบชนเผ่าดังกล่าวเข้าแล้วนำลัทธิเทวนาคีเข้ามาเผยแพร่ จึงทำให้คนเก่ง กล้าหาญอย่างเจ้าพ่อศรีสุทโธ ตามลัทธิเทวนาคีกลายเป็นพระราชาพญานาคขึ้นมาก็ได้
          ผู้รวบรวมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าดินแดนอีสานทั้งหมดจากหลักฐานที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติบ้านเชียง มีอายุประมาณ 5,000-7,000 ปี จะต้องมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มนุษย์ปกครองบ้านเมืองอยู่ในขณะนั้น อาจจะเป็นเจ้าพ่อศรีสุทโธก็อาจจะเป็นได้
ประวัติของเมืองคำชะโนดและเจ้าพ่อศรีสุทโธ
  วังนาคินทร์คำชะโนด หรือชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า เมืองชะโนด สถานที่ดังกล่าวตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อของตำบลวังทอง ตำลบบ้านม่วงและตำบลบ้านจันทร์อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานีวังนาคินทร์คำชะโนด หรือ เมืองคำชะโนดมีเรื่องเล่ากันมาว่า
เจ้าพ่อพญาศรีสุทโธเป็นพญานาค ครองเมืองหนองกระแสครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งเป็นพญานาคเช่นเดียวกันปกครองมีชื่อว่าสุวรรณนาค และมีบริวารฝ่ายละ 5,000 เช่นเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมีอาหารการกินก็แบ่งกันกิน มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นเพื่อนตายกันตลอดมา แต่มีข้อตกลงกันอยู่ข้อหนึ่งว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกไปหากินล่าเนื้อหาอาหารอีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องออกไปล่าเนื้อหาอาหารเพราะเกรงว่าบริวารไพร่พลจะกระทบกระทั่งกัน และอาจจะเกิดรบรากันขึ้นแต่ให้ฝ่ายที่ออกไปล่าเนื้อหาอาหารนำอาหารที่หามาได้แบ่งกันกินฝ่ายละครึ่ง การกระทำโดยวิธีนี้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขตลอดมา อยู่มาวันหนึ่งสุวรรณนาคพาบริวารไพร่พลออกไปล่าเนื้อหาอาหารได้ช้างมาเป็นอาหาร ได้แบ่งให้สุทโธนาคครึ่งหนึ่งพร้อมกับนำขนของช้างไปให้ดูเพื่อเป็นหลักฐานต่างฝ่ายต่างกินเนื้ออย่างอิ่มหนำสำราญด้วยกันทั้งสองฝ่าย และวันต่อมาอีกวันหนึ่งสุวรรณนาคได้พาบริวารไพร่พลออกไปล่าเนื้อหาอาหารได้เม่นมา สุวรรณนาคได้แบ่งให้สุทโธนาคครึ่งหนึ่งเหมือนเดิม พร้อมทั้งนำขนของเม่นไปให้ดู ปรากฎว่าเม่นตัวเล็กนิดเดียว แต่ขนของเม่นใหญ่เม่นตัวเล็กเมื่อแบ่งเนื้อเม่นให้สุทโธนาคจึงต้องแบ่งให้น้อยสุทโธนาคได้พิจารณาดูขนเม่นเห็นว่าขนาดขนช้างเล็กนิดเดียวตัวยังใหญ่โตขนาดนี้ แต่นี้ขนใหญ่ขนาดนี้ตัวจะใหญ่โตขนาดไหนถึงอย่างไรตัวเม่นจะต้องใหญ่กว่าช้างอย่างแน่นอน คิดได้อย่างนี้จึงให้เสนาอำมาตย์นำเนื้อเม่นที่ได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งไปคืนให้สุวรรณนาคพร้อมกับฝากบอกไปว่า "ไม่ขอรับอาหารส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรมจากเพื่อนที่ไม่ซื่อสัตย์" ฝ่ายสุวรรณนาคเมื่อได้ยิน ดังนั้น จึงได้รีบเดินทางไปพบสุทโธนาคเพื่อชี้แจงให้ทราบว่าเม่นถึงแม้ขนมันจะใหญ่โตแต่ตัวเล็กนิดเดียว ขอให้เพื่อนรับเนื้อเม่นไว้เป็นอาหารเสียเถิด สุวรรณนาคพูดเท่าไรสุทโธนาคก็ไม่เชื่อผลสุดท้ายทั้งสองฝ่ายจึงประกาศสงครามกัน ฝ่ายสุทโธนาคซึ่งมีความโกรธเป็นทุนอยู่ตั้งแต่เห็นเนื้อเม่น อยู่แล้วจึงสั่งบริวาร ไพร่พลทหารรุกรบทันที ฝ่ายสุวรรณนาคจึงรีบเรียกระดมบริวารไพร่พลต่อสู้ทันทีเช่นเดียวกัน ตามการบอกเล่าสู่กันฟังมาว่าพญานาค ทั้งสองรบกันอยู่ถึง 7 ปีต่างฝ่ายต่างเมื่อยล้า เพราะต่างฝ่ายต่างหวังจะเอาชนะกันให้ได้ เพื่อจะครองความเป็นใหญ่ในหนองกระแสเพียงคนเดียวจนทำ ให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่บริเวณหนองกระแสและบริเวณรอบ ๆ หนองกระแสเกิดความเสียหายเดือดร้อนไปตามกัน เมื่อเกิดรบกันรุนแรงที่สุดจนทำให้ พื้นโลกสะเทือนเกิดแผ่นดินไหวทั้งหมด เทวดาน้อยใหญ่ทั้งหลายเกิดความเดือดร้อน ไปทั้งสามภพความเดือดร้อนทั้งหลายได้ทราบไปถึง พระ อินทรา ธิราชผู้เป็นใหญ่ เทวดาน้อยใหญ่ทั้งหลายไปเข้าเฝ้าพระอินทร์เพื่อร้องทุกข์และเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้ฟังเมื่อพระอินทร์ได้ทราบเรื่องตลอดแล้ว จะต้อง หาวิธีการให้พญานาคทั้งสองหยุดรบกันเพื่อความสงบสุขของไตรภพจึงได้เสด็จจากดาวดึงส์ ลงมา ยังเมืองมนุษย์โลกที่หนองกระแส แล้วพระอินทร์ตรัส เป็นเทวราชโองการว่า "ให้ท่านทั้งสองหยุดรบกันเดี๋ยวนี้"   การทำสงครามครั้งนี้ถือว่าทุกฝ่ายเสมอกัน และหนองกระแสให้ถือว่าเป็นเขตปลอดสงคราม ให้พญานาคทั้งสองพากันสร้างแม่น้ำคนละสายออกจากหนองกระแสใครสร้างถึงทะเล ก่อนจะ ให้ปลา บึก ขึ้นอยู่ในแม่น้ำแห่งนั้น และให้ถือว่าการทำ สงครามครั้งนี้มีความเสมอกัน เพื่อป้องกันการทะเลาะวิวาทของพญานาค ทั้งสอง ให้เอาภูเขาพญาไฟ เป็น เขตกั้นคนละฝ่าย ใครข้ามไปราวีรุกรานกันขอ ให้ไฟจากภูเขาดงพญาไฟไหม้ฝ่ายนั้นเป็นจุลมหาจุล เมื่อพระอินทร์ตรัสเป็นเทวราชโองการ ดัง กล่าวแล้วสุทโธนาคจึงพาบริวารไพร่พลอพยพออก จาก หนองกระแสสร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศตะวันออกของหนองกระแส เมื่อถึงตรง ไหนเป็นภูเขาก็คดโค้ง ไปตามภูเขาหรือ อาจจะลอดภูเขาบ้างตามความยาก ง่ายในการสร้าง เพราะสุทโธนาคเป็นคนใจร้อน แม่น้ำนี้เรียกชื่อว่า "แม่น้ำโขง"
คำว่า "โขง" จึงมาจาคำว่า "โค้ง" ซึ่งหมายถึงไม่ตรง ส่วนทางฝั่งลาว เรียกว่า แม่น้ำของ ด้านสุวรรณนาค เมื่อได้รับเทวราชโองการ ดังกล่าวจึงพาบริวารไพร่พลพลอย อพยพออกจากหนองกระแส สร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศใต้ ของหนองกระแส สุวรรณนาคเป็นคนตรงพิถีพิถันและเป็นผู้มีใจเย็น  การสร้างแม่น้ำจึงต้องทำ ให้ตรงและคิดว่าตรง ๆ จะทำให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน ตนจะได้เป็นผู้ชนะ แม่น้ำนี้เรียกชื่อว่า "แม่น้ำน่าน"แม่น้ำน่าน จึงเป็นแม่น้ำที่มีความตรงกว่า แม่น้ำทุกสายในประเทศไทย    
           การสร้างแม่น้ำแข่งกันในครั้งนั้น ปรากฎว่าสุทโธนาคสร้างแม่น้ำโขงเสร็จก่อนตามสัญญาของพระอินทร์ สุทโธนาคเป็นผู้ชนะและปลาบึกจึงต้องขึ้นอยู่แม่น้ำโขงแห่งเดียวในโลกตามการบอกเล่าต่อ ๆ กันมาว่า น้ำในแม่น้ำโขงและแม่น้ำในแม่น้ำน่านจะนำมาผสมกันไม่ได้ ถ้าผสมใส่ขวดเดียวกันขวดจะแตกทันที ในกรณีนี้ยังไม่เคยเห็นท่านผู้ใดนำน้ำทั้งสองแห่งนี้มาผสมกันสักที สุทโธนาคเมื่อสร้างแม่น้ำโขงเสร็จแล้ว ปลาบึกขึ้นอยู่แม่น้ำโขงและเป็นผู้ชนะตามสัญญาแล้ว จึงได้แผลงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหาะไปเฝ้าพระอินทร์ ณ ดาวดึงส์ ทูลถามพระอินทร์ว่า "ตัวข้าเป็นชาติเชื้อ
พญานาคถ้าจะอยู่บนโลกมนุษย์นานเกินไปก็ไม่ได้ จึงขอทางขึ้นลงระหว่างบาดาลและโลกมนุษย์เอาไว้ 3 แห่ง และทูลถามว่าจะให้ครอบครองอยู่ตรง 
แห่งไหนแน่นอน พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่จึงอนุญาตให้มีรูพญานาคเอาไว้ 3 แห่ง คือ 
1. ที่ธาตุหลวงนครเวียงจันทน์ 
2. ที่หนองคันแท 
3. ที่พรหมประกายโลก (ที่คำชะโนด) 
    ส่วนที่ 1-2 เป็นทางขึ้นลงสู่เมืองบาดาลของพญานาคเท่านั้น ส่วนสถานที่ 3 ที่ พรหมประกายโลกคือที่พรหมได้กลิ่นไอดิน (ตามตำนานพรหมสร้างโลก) แล้วพรหมเทวดาลงมากินดินจนหมดฤทธิ์กลายเป็นมนุษย์หรือผู้ให้กำเนิดมนุษย์ให้สุทโธนาคไปตั้งบ้านเมืองครอบครองเฝ้าอยู่ที่นั้น ซึ่งมีต้นชะโนด ขึ้นเป็นสัญลักษณ์ ลักษณะต้นชะโนดให้เอาต้นมะพร้าว ต้นหมากและต้นตาลมาผสมกัน อย่างละเท่า ๆ กันและให้ถือเป็นต้นไม้บรรพกาลให้สุทโธนาค มีลักษณะ 31 วันข้างขึ้น 15 วัน ให้สุทโธนาคและบริวารกลายร่างเป็นมนุษย์เรียกชื่อว่า "เจ้าพ่อพญาศรีสุทโธ" มีวังนาคินทร์คำชะโนดเป็นถิ่น และอีก 15 วัน ในข้างแรมให้สุทโธนาคและบริวารกลายร่างเป็นนาค เรียกชื่อว่า "พญานาคราชศรีสุทโธ" ให้อาศัยอยู่เมืองบาดาล  ตั้งแต่บัดนั้นมาถึงกึ่งพุทธกาล นับแต่ปี พ.ศ. 2500 ถอยหลังไป พี่น้องชาวบ้านม่วง บ้านเมืองไพร บ้านวังทอง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี 
จะไปพบเห็นชาวเมืองชะโนดไปเที่ยวงานบุญประจำปี หรือบุญมหาชาติที่ชาวบ้านเรียกว่าบุญพระเวท ทั้งผู้หญิงและผู้ชายอยู่บ่อยครั้ง และบางทีจะเป็น ผู้หญิงไปยืมเครื่องมือทอหูก (ฟืม) ไปทอผ้าอยู่เป็นประจำและปาฏิหาริย์ครั้งล่าสุดคือ ปี พ.ศ.2519 เกิดน้ำท่วมใหญ่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง (รวมทั้งท้องที่อำเภอบ้านดุง) แต่น้ำไม่ท่วมคำชะโนด 
     เจ้าพ่อพญาศรีสุทโธได้จัดมีการแข่งเรือและประกวดชายงามที่เมืองชะโนด นายคำตา ทองสีเหลือง ซึ่งเป็นชาวบ้านวังทอง ตำบลวังทอง อำเภอบ้านดุง ได้บวชอยู่ที่วัดศิริสุทโธ (วัดโนนตูม และได้ถึงแก่มรณภาพเมื่อ พ.ศ.2533) ติดกับเมืองชะโนดได้เป็นผู้ได้รับคัดเลือกจากเจ้าพ่อพญาศรีสุทโธให้ไป ประกวดชายงาม และบุคคลดังกล่าวเกิดความคลุ้มคลั่งอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ ญาติพี่น้องได้ทำการรักษาโดยใช้หมอเวทมนต์ (อีสานเรียกว่าหมอทำ) จัดเวรยามอยู่เฝ้ารักษาและในที่สุดได้หายไปนาน ประมาณ 6 ชั่วโมง แล้วได้กลับมาและได้เล่าเรื่องเมืองชะโนดให้พ่อแม่พี่น้องทั้งหลายฟังถึงความ งามความวิจิตรพิสดารต่าง ๆ ของเมืองบาดาลให้ผู้สนใจฟัง   ตำนานที่จะเล่าให้ฟังจากนี้คือ ซึ่งเชื่อมโยงและเกี่ยวพันถึงพญานาค เดิมทีคนท้องถิ่นจะเรียกที่นี่ว่า ?วังนาคินทร์คำชะโนด? ที่มาก็คือมีบ่อน้ำอยู่กลางดงชะโนด เป็นบ่อน้ำขนาดเล็กๆ แต่กลับมีน้ำซึมออกมาตามธรรมชาติตลอดเวลา ทำให้ชาวบ้านเชื่อกันว่าบ่อน้ำประทานมาให้โดยพญานาคที่อาศัยอยู่ในบริเวณผืนป่า 18 ปีล่วงผ่าน ดูเหมือนเรื่องเล่านี้ยังคงเป็นที่โจษขานสืบมา โดยเฉพาะในหมู่ชาว ต.วังทอง ผู้เชื่อมั่นและศรัทธาต่อผืนป่า เหตุการณ์ ?ผีจ้างหนัง? จึงเป็นสิ่งที่พวกเขาคิดว่ามีอยู่จริง แม้อาจไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะสามารถพิสูจน์ได้ ที่นี่เคยเกิดเหตุการณ์ผีจ้างหนัง ทองอินทร์ ปักเสติ ชาวบ้านโนนเมือง ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้ๆ กับป่าคำชะโนด เล่าด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า ตัวเขาคุ้นเคยกับป่าแห่งนี้ดี และเชื่อในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบริษัทหนังเร่ เพราะอาจเป็นวันเฉลิมฉลองของเจ้าที่พอดีจึงเจอเข้าโดยบังเอิญ ?ผมอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กๆ ไม่เคยเจออะไรผิดปกตินะ เพราะส่วนที่เป็นป่าใครก็ไม่กล้ารุกล้ำ แค่เดินเข้าไปนิดเดียวเจอน้ำแล้ว ถ้าไม่ใช่อำนาจของท่านทำขึ้น คนฉายหนังก็คงไม่สามารถไปตั้งจอหนังได้หรอก? หนังจะเริ่มฉายตั้งแต่หัวค่ำแล้วละ แต่ตอนนั้นไม่มีผู้คนมาดูเลย พอ 3 ทุ่ม ก็มีคนมาดูจำนวนเยอะมาก แต่ที่แปลกก็คือ ผู้หญิงจะนุ่งขาวห่มขาวนั่งอยู่ด้านหน้า ส่วนผู้ชายใส่เสื้อผ้าสีดำนั่งอีกข้าง และทั้งหมดก็นั่งกันสงบเรียบร้อยเหมือนไม่มีการเคลื่อนไหวตัวเลย ยิ่งกว่านั้นไม่ว่าจะฉายหนังอะไร ก็ไม่มีการส่งเสียงเอะอะเหมือนหนังกลางแปลงทั่วไป ฉายหนังบู๊ก็เฉย ฉายหนังตลกก็เงียบ แต่ที่น่าแปลกคือ ในงานไม่มีร้านขายของกินของใช้ แม้แต่ร้านขายบุหรี่ก็ไม่มี? 
ตำนานที่เกี่ยวข้องกัน
ตามคำบอกเล่าของ หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ วัดธาตุมหาชัย จังหวัดนครพนม กล่าวว่า ทางฝั่งไทยและฝั่งลาวต่างมี กษัตริย์แห่งนาคราช หรือ นาคาธิบดี แยกปกครองดูแลฝั่งลาว คือ พญาศรีสัตตนาคราช (นาคาธิบดีสีสัตตนาคบาดาล) ซึ่งเชื่อว่าเป็นกษัตริย์แห่งพญานาคฝั่งลาว เป็นพญานาคเจ็ดเศียรฝั่งไทย คือ พญาศรีสุทโธนาคราช (นาคาธิบดีสีสุทโธ) เป็นกษัตริย์พญานาคฝั่งไทย เป็นพญานาคหนึ่งเศียรพญาศรีสุทโธ  ท่านชอบจำศีลบำเพ็ญเพียร และปฏิบัติธรรม มีนิสัยอ่อนโยนมีเมตตา ไม่ชอบการต่อสู้ ชอบมาปฏิบัติธรรมที่พระธาตุพนม โดยมอบหมายให้เหล่าพญานาค 6 อำมาตย์ดูแลแทน ในระหว่างที่หลบมาจำศีลภาวนา 
        หลวงปู่เอ่ยชื่อ 6 อำมาตย์แห่งพญานาคไว้เพียง 3 คือ
1. พญาจิตรนาคราช เป็นพญานาคที่รักสวยรักงาม มีเขตแดนปกครองของตน  ตั้งแต่ตาลีฟู ถึงจังหวัดหนองคาย ตามแนวแม่น้ำโขง โดยมีที่สุดแดนอยู่วัดหินหมากเป้ง
2. พญาโสมนาคราช มีเขตแดนปกครอง ตั้งแต่วัดหินหมากเป้ง มาจนถึงวัดพระธาตุพนม สุดเขตแดนที่แก่งกะเบา พญาโสมนาคราช มีอุปนิสัยคล้ายพญาศรีสุทโธนาคราช คือชอบปฏิบัติธรรม จึงเป็นที่ไว้วางใจ และโปรดปรานแก่พญาศรีสุทโธนาคราชมากกว่าพญานาคอื่น ๆ
3. พญาชัยยะนาคราช มีเขตแดนจากแก่งกะเบา เรื่อยไปจนสุดแดนที่ปากแม่น้ำโขงลงทะเลในเขมร พญานาคตนนี้มีฤทธิ์เดชมาก ชอบการรณรงค์ทำสงคราม คือชอบการต่อสู้เป็นนิสัย
พญาศรีสัตตนาคราช เป็นใหญ่เหนือพญานาคทั้งปวงในฝั่งลาว เป็นพญานาคที่ทรงฤทธิ์ ท่านเป็นพญานาคที่ชอบจำศีลและประพฤติปฏิบัติธรรมเหมือนพญาศรีสุทโธนาคราช โดยชอบมาที่วัดพระธาตุพนมเหมือนกัน
หลวงปู่คำพันธ์ยังได้กล่าวอีกว่า ส่วนใดที่อยู่ใกล้ต้นน้ำลำธาร หรือ แม่น้ำใหญ่ หากจะจัดให้มีพิธีกรรมอันใดเกิดขึ้น ให้อัญเชิญบอกกล่าวแก่เหล่าพญานาค พิธีกรรมนั้นจะศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง
เกี่ยวกับพญานาคที่วัดธาตุพนม มีเรื่องราวบันทึกไว้ว่า ในคืนขึ้น 15 ค่ำ
เดือน 11 ปี 2500 (วันออกพรรษา) คืนนั้นมีฝนตกหนัก นายไกฮวดและภรรยา ได้ลุกขึ้นมารองน้ำฝนไว้ดื่มกินตอนกลางดึก บังเอิญเห็นลำแสงแปลกประหลาดสว่างเป็นลำโต ขนาดต้นตาล  7 ลำแสง และมีสีสันแตกต่างกัน 7 สี สวยงามมาก โดยที่ลำแสงทั้ง 7  พุ่งมาจากฟากฟ้าทิศเหนือ ด้วยลักษณะแข่งกัน คือแซงกันไปแซงกันมา จนพุ่งเข้าซุ้มประตูวัดธาตุพนมแล้วก็หายไป
มีสามเณรรูปหนึ่งในขณะนั้นประทับทรงบอกนายไกฮวดและภรรยาว่าลำแสงทั้ง 7 คือ พญานาค มาจากเทือกเขาหิมาลัย มาเพื่อปกปักรักษาพระธาตุพนม และช่วยเหลือประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยาก
แต่หลวงปู่คำพันธ์บอกว่า นั่นเป็นพญาศรีสุทโธนาคราช และอำมาตย์ทั้ง 6  แสดงฤทธิ์ ในโอกาสที่ท่านได้บอกกล่าวเรื่องพญานาคนี้ ท่านจึงได้กล่าวพยากรณ์ว่า
พญานาคจะช่วยผู้ที่บูชาศรัทธาในพญานาคให้ผ่านพ้นอันตรายจากภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นหลังจากท่านมรณภาพไปแล้ว ปี ... หลังหลวงปู่ตาย ปี บ้านเมืองจะเริ่มวุ่นวายเดือดร้อนให้พวกเจ้าศรัทธา และบูชาพญานาค ก็จะพ้นวิกฤตินั้นได้
ท่านบอกว่าจงสังเกตดูให้ดีจะเห็นความวุ่นวายเดือดร้อนจะปรากฏขึ้นเรื่อย ๆ หลวงปู่คำพันธ์มรณภาพ เมื่อ 24  พฤศจิกายน 2546
พยากรณ์นี้สอดคล้องกับพยากรณ์โบราณของเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก (พระครูขี้หอม) ผู้บูรณะพระธาตุพนม ระหว่างปี พ.ศ. 2233 – 2235 “ปี 2555 เมืองไทยจะเกิดวิกฤติ จนถึงขั้นอาจตกต่ำลงไป”ยายชีนวล วัดภูฆ้องคำ อายุ 90 กว่าปี  อดีตเพื่อนสำเร็จตัน (ศิษย์สำเร็จลุน) ได้ย้ำพยากรณ์นี้ในปี 2549 ว่า  "เริ่มแล้วนะ เค้าของความวุ่นวายเดือดร้อนจะปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนอีก  5 ปีข้างหน้า, ถ้าเป็นผู้อยู่ในศีลธรรมจะปลอดภัย"จากข้อมูลต่างๆทั้งข้อมูลทางธรรมและทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการติดต่อจากนาคาธิบดีให้ทราบว่าภัยพิบัติครั้งใหญ่ใกล้เข้ามาทุกขณะ ขอให้หลวงพ่อสร้างวัตถุมงคลรูปนาคราชขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายบอกพิกัดตำแหน่งของผู้ปฏิบัติธรรมให้ บูชาพญานาค ผิดหรือไม่ บางท่านสงสัยว่า การเคารพบูชาพญานาค ซึ่งไม่ใช่พระพุทธ พระพระธรรม พระสงฆ์ จะผิดหรือไม่ ... ความจริงแล้วเราก็เคารพ พระพุทธ พระพระธรรม พระสงฆ์ ตามปกติ เพียงแต่เคารพพญานาคเพิ่มเติมในฐานะเหมือนกับ การที่เราเคารพผู้อาวุโสกว่าเรา เคารพผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพราะพญาศรีสัตตนาคราชตลอดจนบริวารเป็นผู้ปฏิบัติธรรมและปวารณาตนปกป้องพระพุทธศาสนา เป็นนาคราชสัมมาทิฐิคู่ควรต่อการเคารพได้ 
เรื่องโชคลาภ 
หลายๆคนอดถามไม่ได้เกี่ยวกับโชคลาภว่าบูชาพญานาคจะมีโชคลาภหรือไม่ ความจริงสิ่งนี้ย่อมขึ้นกับกรรมและวาระของแต่ละบุคคลด้วย  ส่วนพญานาคนั้นท่านเป็นผู้ที่สามารถเข้าถึงทรัพย์ในดินและสินในน้ำ สัญญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ จึงมีความเลิศในด้านโชคลาภและการช่วยเหลือของพญานาคจะมีข้อจำกัดน้อยกว่าพระ ท่านสามารถช่วยเหลือเรื่องต่างๆได้มากมายแต่ไม่เกินกฏแห่งกรรม
.. ปู่พญานาคาธิบดีศรีสุทโธ ท่านใจดี มีเมตตามาก จากที่สัมผัสด้วยความรู้สึก ท่านรักลูกหลานทุกคน แต่อยากให้เราตั้งใจปฎิบัติธรรม ตามที่ลูกหลานพญานาคทุกคนควรทำนะค่ะ..
มั่นระลึกถึงท่าน ท่านจะคุ้มครองเราซึ่งเป็นลูกหลานท่านค่ะ
ตั้งนะโม 3 จบ
กายะวาจาจิตตัง อะหังวันทา
นาคาธิบดี ศรีสุทโธ
วิสุทธิเทวา ปูเชมิ ( 3 ครั้ง )
"ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราศรัทธา เชื่อมั่น เราจะได้รู้ด้วยตัวเองค่ะ " 
สามารถเทียบเพื่อความเข้าใจนะครับ กับตำแหน่งของมนุษย์ ดังนี้ องค์นาคาธิบดี เทียบเท่า พระเจ้าแผ่นดิน หรือประธานาธิบดี
พญานาคราช-นาคิณี เทียบเท่า นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี
นาคา-นาคี เทียบเท่า ผู้ว่าราชการ-คหบดีผู้ใหญ่ฝ่ายต่างๆ
นาคผู้-นาคเมีย เทียบเท่า ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปที่ค่อนข้างดี
เงือกผู้-เงือกเมีย เทียบเท่า เหมือนประชาชนทั่วไปทำดีได้-ทำชั่วได้ชั่ว
งูตัวผู้-งูตัวเมีย เที่ยบเท่า ประชาชนทั่วไป แต่จะไม่ค่อยรักษาถือศีลใดๆ
ส่วนจระเข้ ปลา ปู หอย กุ่ง และสัตว์น้ำต่างๆ นั้นเป็นเพียงบริวาร ไม่ได้ร่วมอยู่ในวงศ์พงษ์เผ่า นับสายไม่ถึงกัน
ปู่ท่านก็บอกมาแล้วว่า ใครจะใหญ่กว่าใครไม่สำคัญ แต่เราคือเผ่าพันธุ์เดียวกันเท่านั้นพอ หากองค์ท่านใหญ่กว่าแล้วยังไง หรือท่านศรีสุทโธใหญ่กว่าแล้วยังไง อะไรคือสาระที่ลูกต้องการ? ถ้าปู่บอกว่า "พ่อคือนาคาธิบดีของนาคาธิบดีอีกทีลูกจึงจะภูมิใจงั้นหรือ? " ความยิ่งใหญ่ไม่ใช่สิ่งที่ลูกจะมาสนใจ การปฏิบัติต่างหากที่ควรสนใจ ทำอย่างไรให้เกิดบุญบารมีแก่ตัวลูกเอง 
 ……………………………………………………………………..
องค์พญานาคาธิบดีศรีสุทโธวิสุทธิเทวา
เป็นพญานาคราชที่อยู่ตระกลูเอราปัถถะพระองค์มีพระวรกายเป็นสีเขียวเข้มปล้องพระ นาภี(ท้อง)และพระเศียรเป็นสีทอง เป็นพญานาคราชประจำองค์ท้าวสักกะเทวราช(พระอินทร์) ซึ่งเป็นพระโอรสของพญานาโคศิรินาคราชกับนางพญาศรีนคราบาดาล(แม่ย่าศรีเมือง) 
ปกครองพญานาคฝั่งประเทศไทยทั้งหมดโดยเฉพาะบริเวณภาคอิสานเกือบทั้งหมดเวียงวังอยู่ที่คำชะโนดหรือวังนาคินทร์ซึ่งเป็นที่เชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับเมืองบาดาล (ซึ่งทั้งหมดอยู่ ๓ แห่ง คือ ๑. หนองคันแท บริเวณตอนใต้ของธิเบต ประเทศจีน ๒. บริเวณประเทศลาว กรุงเวียงจันทร์ ตอนนี้สร้างพระธาตุหลวงนครเวียงจันทร์ปิดทางขึ้นลงเรียบร้อยแล้ว และ ๓. ที่พรหมประกายโลกหรือวังนาคินทร์ คำชะโนด อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี)เจ้าปู่ศรีสุทโธฯ มีพระชายาหลายพระองค์แต่ที่เป็นมเหสีเอกคู่บารมี คือ นางพญานาคิณีศรีปทุมมาวิสุทธิเทวี

องค์นางพญานาคิณีศรีปทุมมาวิสุทธิเทวี
องค์นางพญานาคิณีศรีปทุมมาวิสุทธิเทวีอยู่ในตระกลูเอราปัถถะเป็นพระมเหสีองค์พญานาคาธิบดีศรีสุทโธวิสุทธิเทวา 
เป็นพญานาคิณีที่มีพระวรกายเป็นสีเขียวตองอ่อน ปล้องพระนาภี(ท้อง)และพระเศียรเป็นสีทองพระองค์เป็นเจ้าย่าที่มีน้ำพระทัยใจดีเป็นเลิศประเสริฐนักหนาครับ
เป็นรายละเอียดเบื้องต้นแค่ให้รู้ว่าแต่ละพระองค์ท่านเป็นใครแต่รายละเอียดลึกๆ หรือวีรกรรมเรื่องราว ตำนานกาลเล่าขาน
คาถาบูชาจ้าวปู่พญานาคาธิบดีศรีสุทโธ นะโมตัสสะภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 จบ 
กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา นาคาธิบดีศรีสุทโธ วิสุทธิเทวาปูเชมิ
ทุติยัมปิ กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา นาคาธิบดีศรีสุทโธ วิสุทธิเทวาปูเชมิ 
ตะติยัมปิ กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา นาคาธิบดีศรีสุทโธ วิสุทธิเทวาปูเชมิ
เมตตัญจะมหาลาโภปิโยนาคะ ขันธปริตตัง  (คาถาขอทรัพย์พญานาคราช)
คาถาบูชาจ้าวย่านางพญา นาคิณีศรีปทุมมา
นะโมตัสสะภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 จบ
กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา นางพญานาคิณีศรีปทุมมา วิสุทธิเทวีปูเชมิ
ทุติยัมปิ กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา นางพญานาคิณีศรีปทุมมา วิสุทธิเทวีปูเชมิ
ตะติยัมปิ กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา นางพญานาคิณีศรีปทุมมา วิสุทธิเทวีปูเชมิ
เมตตัญจะมหาลาโภปิโยนาคะ ขันธปริตตัง (คาถาขอทรัพย์พญานาคราช)
พระคาถานี้ไม่ใช่เป็นคาถาของจ้าวปู่  องค์นาคาธิบดีศรีสุทโธเพียงพระองค์เดียว...แต่เป็นพระคาถาที่ลูกหลาน ทั้งหลายสวดสาธยายถึงพญานาคราช -พญานาคิณีถ้วนทุกพระองค์  โดยแบ่งออกเป็นดังนี้... ลำดับแรกก่อนจะสวดสาธยายมนต์คาถาทุกบทต้องตั้ง
นะโมตัสสะภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 จบ
ถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า (คือพวกเรา) ทั้งหลายทั้งปวงเสียก่อน... พระคาถาบทนี้ออกไปจากร้านบูชาพญานาคเมื่อปี๒๕๔๕แปดปีกว่ามาแล้ว ขณะนั้นจ้าวหล้าฯท่านต้องการให้ลูกหลานได้รู้จักจ้าวปู่จ้าวย่ามากยิ่งขึ้น จึงได้ออกพระคาถาบทนี้ขึ้นมา เรียกว่าพระคาถาอ้อนขอความเจริญรุ่งเรืองให้ผู้สวดสาธยา   และผู้ที่ยกป้ายหินอ่อนราคาเป็นหมื่นบาททั้งสองป้ายไปไว้ให้ลูกหลานได้อ่านคือคณะของท่านพันเอกจารุเกียรติ  ชัยวงศ์  ขอประทานโทษที่ต้องเอ่ยชื่อท่านเพื่ออ้างอิงข้อมูล... แต่ก่อนจะแกะสลักหินแกรนิตสีแดงอาฟริกาเดินตัวหนังสือสีทองไปตั้งไว้ให้ลูกหลานพญานาคที่คำชะ โนดได้อ่านท่านรองจารุเกียรติก็ให้ลูกน้องนายทหารของท่านแบกข้ามสะพานเข้าไปวังนาคินทร์คำชะโนด จนหลังแอ็กหลังแอ่น   ท่านมาจดความละเอียดของพระคาถา  พระนามขององค์ศรีสุทโธ  องค์ศรีปทุมมา  เช็คข้อความจนมั่นใจว่าไม่ผิดแน่  ท่านจึงเอาไปแกะสลักหินแกรนิตเดินทองสองป้าย  ทั้งของจ้าวปู่ศรีสุทโธ  และขององค์จ้าวย่าศรีปทุมมา งานนั้นคณะของพวกเราไปกันเป็นคณะใหญ่มาก 
อธิบายเพิ่มนะคะ... 

ในรูปเป็นพระคาถาหัวใจพญานาค...ที่ใช้สวดสาธยายได้กับองค์พญานาคราช พญานาคิณีทุกพระองค์ค่ะเพราะคำว่า อะ...งะ...สะ...ประสิทธิลาโภ  แปลว่าหัวใจพญานาคนอกจากจะปกป้องคุ้มครองลูกหลานแล้ว...ยังบันดาลให้เกิดโภคทรัพย์อันประเสริฐอีกด้วยแต่จ้าวหล้าฯท่านบอกว่าไม่ใช่ของท่าน...ทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นของพระพุทธเจ้า.
จ้าวหล้าฯเคยสอนแปลก ๆ ว่า
"ความรู้...จะลอยอยู่ในอากาศ  อยากได้ก็หยิบลงมาความรู้จะอยู่ใต้พื้นดินอยากได้ก็จก...(ล้วง) เอามาคนตายไปแล้ว  แต่สิ่งที่ออกจากสมองของคนไม่ตายตามจะลอยอยู่ในอากาศ อยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่ตายตามคนบางครั้งเจ้าจึงคิดอะไรได้โดยเจ้าเองก็ไม่รู้ว่าเจ้าคิดได้อย่างไรบางครั้งเจ้าอยู่ในที่เงียบ สงบ และนิ่ง...เจ้าจะมีความคิดแปลก ๆ เกิดขึ้น  เจ้าก็กระยิ่ม...ยิ้มย่องว่าเจ้าคิดได้เองแต่เจ้าอาจจะไม่รู้ว่า  ความคิดอันนั้นอาจจะอยู่ตรงนั้นเจ้าของความคิดอันนั้นอาจจะตายไปแล้วเป็นร้อยปี หรือหลายร้อยปี...จำไว้ชานี...ไม่มีอะไรเป็นของใหม่...ภายใต้ด้วยอาทิตย์ดวงนี้...เพียงแต่ว่ารูปแบบอาจจะเปลี่ยนแปลงไป...แต่เนื้อแท้ของมันเป็นดั่งเดิม..."
เป็นรูปที่องค์พญานาคาธิบดีศรีสุทโธฯ กับ พญานาคิณีศรีสุดาจันทร์ทิพย์เป็นศิลปะรูปแบบหนึ่งครับ
นางพญาศรีสุจิตตรา  นาคิณีวิสุทธิเทวี...
เมื่อก่อนจะได้ตำแหน่งนี้...เป็นนาคมาณวิกามาก่อนด้วยเป็นพระธิดาของมเหษีองค์รอง  คือฝ่ายซ้ายของจ้าวปู่ศรีสุทโธวิสุทธิเทวา....เป็นธิดาของนางพญานาคิณี  ศรีสุดาจันทร์ทิพย์แต่แปลกว่า  พญานาคิณี พระองค์นี้กลับเป็นที่โปรดปรานของทูลกระหม่อมนางพญาศรีปทุมมานาคิณีวิสุทธิเทวีหากแต่ไม่เพียงเท่านั้น...องค์ศรีสุจิตตราฯ  ยังเป็นผู้ช่วยพญาศรีสุธาโภชน์ฯ  พระอนุชาเจ้าปู่ศรีสุทโธอีกด้วย...ก็ด้วยเหตุที่ได้ถวายงานเป็นผู้ช่วยองค์ศรีสุธาโภชน์ซึ่งเก่ง มากในด้านอักษรสาร เป็นหนึ่งไม่สองรองใครในด้านบุ๋นนาคิณี องค์นี้จึงมีพระสติปัญญาฉลาดหลักแหลมถวายงานองค์ศรีปทุมมาอย่างมิขาดตกบกพร่อง  เป็นเหตุให้นางพญาศรีปทุมมาโปรดมากเอ่ยเสาวนีย์  ขอองค์ศรีสุจิตตราจากองค์ศรีสุดาจันทร์ทิพย์มาเป็นนางสนองพระโอษฐ์ ใกล้ชิด"

ฝ่ายขวาของจ้าวปู่ศรีสุทโธคือ  พญาศรีสุธาโภชน์วิสุทธิเทวาชานียังไม่เคยสร้างตอนแผง ๗ เศียรเต็มเศียรเลยค่ะ...เคยสร้างแต่เศียรเดียวเลยต้องอัญเชิญนางพญานพเกตุนาคิณีพระวรชายาของท่านท้าววิรูปักษ์เขฯ มาให้ชมบารมีแทน(สังเกตุนะคะจ้าวหม่อมนพเกตุจะไม่มีเครา)เพราะท่านลำองค์สีเงินยวง เศียรสีทองทั้งองค์ แต่อยู่ใตระกู ฉัพยาปุตตะ..(สีฉัพรังษี  คือสีเงินยวงสว่างเหมือนแสงอาทิตย์)  ด้วยเหตุเพราะท่านมีความรู้มากมาย  ถ้าเทียบกับฮินดูโบราณจะเทียบได้กับวรรณะพราหมณ์   ด้วยท่านงดงามด้านจริยวัฒน์มาก ๆ เลยค่ะ ปรากฏตัวน้อยมาก   ลูกหลานสายลึกจริง ๆ จึงจะได้มีโอกาสได้กราบท่าน...แล้วถ้าใครเกี่ยวข้องด้านว่าน...ยาขอแนะนำให้อธิฐานจิตถึงท่านจะประเสริฐมาก ๆ ค่ะ           (ย้ำอีกครั้ง...ในรูปเป็นองค์แทนเพราะสีท่านเหมือนกันค่ะ แต่พ่อปู่ศรีสุธาโภชน์แผง ๗ เศียร...และมีเคราที่คางนะคะ องค์นาคิณีจะไม่มีเคราค่ะ)  
ข้อปฏิบัติในการเข้าไปสักการบูชาเกาะคำชะโนด
1.ห้ามใส่รองเท้า  สวมหมวกเข้าไปในเมืองคำชะโนด
2.ห้ามนำสุรา  พร้อมสิ่งของเสพติดใดๆเข้าไปในเมืองคำชะโนด
3.ห้ามขูดขีดต้นไม้บริเวณในวัดและในเมืองคำชะโนด
4.ห้ามนั่งบนขอบบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์และห้ามนั่งบนราวสะพาน
5.ห้ามส่งเสียงดัง  ควรพูดคุยกันเบา ๆ แสดงกิริยาสุภาพ
6.ห้ามพูดจาหยาบคายดุด่าสาปแช่งหรือพูดหมิ่นประมาท
7.ห้ามทิ้งสิ่งของใดๆลงในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์  จงช่วยกันรักษาความสะอาด
8.ห้ามทิ้งขยะ  เศษอาหาร  หรือสิ่งของใด ๆ ลงในเมืองคำชะโนด
9.ห้ามใช้ขันหรือถ้วยแก้วตักน้ำในบ่อศักดิ์สิทธิ์

หากมีข้อบกพร่องต้องขออภัยนะที่นี้ครับ

พระนางโสมาสีวิกาเทวะนาคเทวี


รายละเอียดเฉพาะองค์พระนางโสมาสีวิกาเทวะนาคเทวี

หลังเที่ยง  พิมานอากาศ  

เศียรลำดับที่ 1-9

สี : ชมพู เขียว ม่วง ขาว แดง น้ำเงิน เหลือง ฟ้า ส้ม
จำนวนเศียร 9 เศียร
พระนาม : พระนางโสมาสีวิกาเทวะนาคเทวี
เพศ : หญิง (นาคเทวี)

คุณลักษณะเด่นประจำองค์ :
-  สิริโฉมงดงาม
-  เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว
-  มีวาจาสัตย์
-  มีญานบารมีและคุณลักษณะประจำองค์ของพญานาคราชทั้ง 9 


ฐานันดรศักดิ์ :

-  นางผู้ถูกถ่ายทอดวิชาและพระเวทย์จากเทพสามตา (ฤาษี)
-  พญานาคราชกษัตรีผู้ปกครองอาณาจักรขอม
-  พญานาคราชต้นตระกูลอาณาจักรขอม 9 เศียร
-  ชายา (องค์เทพฤาษี) พระชัยวรมัน

หน้าที่ : 

-  ควบคุมการสร้างปราสาททั้งหมดที่อยู่ในอาณาจักรขอม  กลุ่มนครวัด-นครธม
-  ปกครองอาณาจักรขอม
-  ให้กำเนิดประชากรนาคขอม  และประชากรมนุษย์เพื่อสืบขยายเผ่าพันธุ์เป็นคนเขมร
    ในปัจจุบัน

สถานที่ประทับ :
-  ปราสาทวิเมียนอากาศ หรือ ปราสาทพิมานอากาศ
   จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

ฉลองพระองค์ :

ภาคพญานาค :
-  พญานาคราชแผ่พังพาน 9 เศียร

ภาคมนุษย์ : 
-  พระพักตร์กลมมน
-  เกศาหยักศกสีน้ำตาลทอง  เกล้าครึ่งศีรษะเป็นมวยสูง  ปล่อยปลาย
-  สวมผ้าแถบสีน้ำตาลทอง
-  ผ้านุ่งสีน้ำตาลทอง
-  สวมแหวนอัญมณีสีแดงที่นิ้วชี้ขวา สวมรัดแขนเป็นทองเกลี้ยง
-  สวมกำไลพญานาคข้อมือซ้าย
-  สวมกำไลข้อเท้าเป็นทองเกลี้ยง
-  สวมสร้อยคอเป็นแบบห่วงทองเกลี้ยง  
   มีอัญมณีตรงกลางรูปทรงแปดเหลี่ยมสีแดง 

บัลลังก์ประทับ : 

อื่น ๆ : 
-   องค์เทพสามตา (ฤาษีที่มีรอยสักอักขระยันต์สีแดงตามร่างกาย 
    (ตามนิมิติ) สร้างตัวตนของพระนางให้กำเนิดขึ้นด้วยการเสกอาคม
             
-   อัญเชิญจิตและวิญญาณเทพพญานาคราชทั้ง 9 ที่อยู่ในวัง และ
    ตามสถานที่ของแต่ละองค์ เป็นเวลา 9 วัน 9 คืน
    ให้กำเนิดเป็นนางนาคขึ้น  และตั้งชื่อว่า ”โสมา”

-   เมื่อพระนางกำเนิด เศียรทุกเศียรทำหน้าที่ 
    เศียรนาคราชทั้ง 9 เศียร  จึงผูกพันกัน

-   พระนางปั้นแต่งที่ประทับภายในปราสาทวิเมียนอากาศ (พิมานอากาศ)ด้วยอาคม  

-   พระนางถูกกำหนดให้พบกับฤาษีตนหนึ่ง(องค์ศิวะเทพอวตาร) 
    ซึ่งต่อมาก็คือ พระชัยวรมัน 

-   เมื่อมีการสมสู่กับฤาษี  อาณาจักรขอมจึงกำเนิดขึ้น  
    โดยที่พระนางไม่ได้ตั้งท้อง

-   อาณาจักรขอมสร้างปราสาทแต่ละที่  ด้วยญาณตามคุณลักษณะ
    ประจำองค์ของนาคราชทั้ง 9

-   พระชัยวรมันมีมเหสีอื่นที่เป็นมนุษย์ ไม่ยึดมั่นในคำพูดที่ให้ไว้ต่อกัน  
    พระนางจึงได้ชื่อว่า “รักกับกษัตริย์ที่ไม่ได้มีใจดวงเดียว”

-   ความเสียใจจึงได้มอบหมายให้ขุนสักกะนาคราช 
    ข้ารองบาทคนสนิทไปลอบปลงพระชนม์พระชัยวรมัน

-   หลังจากสังหารพระชัยวรมันไม่ได้  ท่านจึงปิดปราสาทพิมานอากาศ
    ด้วยอาคมให้จมลงสู่พื้นล่าง (อาณาจักรขอมล่มสลาย)

-   ประชาชนเป็นจำนวนมากที่รักท่านทั้งหมดจมลงไปพร้อมกัน  
    อาณาจักรขอมของพระนางจึงเป็นมิติซ้อนมิติเป็นโพรงล่างใต้พื้นดิน
    บริเวณโบราณสถานปราสาทวิเมียนอากาศในประเทศกัมพูชา
    (ปัจจุบันทุกชีวิตที่ต้องคำสาป ได้ถูกปลดปล่อยแล้ว)

-   อาณาจักรของพระชัยวรมันบนพื้นดิน เป็นเขมรในปัจจุบัน 


บทอัญเชิญ : " โอม โสมา สีวิกาเทวะ นาคะเทวี "


ข้อมูลเพิ่มเติมสถานที่ประทับ : http://phimeanakas.blogspot.com/2012/05/blog-post.htmlและhttp://phimeanakas.blogspot.com/2012/05/blog-post_8220.html

ขอบพระคุณ...http:phimeanakas.blogspot.com


ประวัติพญาอนันตนาคราช




ประวัติพญาอนันตนาคราช และ พระมเหสีพระนางอุษาอนันตวดี

พญาอนันตนาคราชทรงเป็นโอรสองค์แรก ใน พระฤษีกัสสยปะ และ นางมัทรุ ( ครูบาอาจารย์สื่อเป็นเอกฉันท์ให้ยึดตำนานนี้) และ ทรงเบื่อหน่ายความวุ่นวายของพี่น้องและได้เข้าเฝ้าถวายงานเป็นแท่นบรรทมขององค์พระนารายณ์ โดยมีพระนางอุษาอนันตวดีทรงเป็นแท่นบรรทมให้พระแม่ลักษมี
พญาอนันตนาคราช ทรงมีเดช และ พระบารมีมาก พระพละกำลังหานาคราชใดเทียบเทียม ทรงมีพระมเหสีหลายพระองค์ แต่ทรงมีใจรักมั่นเทิดทูนในพระนางอุษาอนันตวดี ศรีชายาคู่พระบารมี พญาอนันตนาคราช มีพระราชโอรส ที่จุติแดนเทพ ไม่ใช่ภูมินาคเพียงพระองค์เดียว คือ พญาเพชรภัทรนาคราช นอกนั้นโอรสธิดา เป็น นาคภูมิจุติ.
ทรงบำเพ็ญ อพรมจริยาวิสัย ในดินแดนพรหมเพื่อบำเพ็ญบารมีพร้อม สำเร็จ อริยบุคคลใน กาลของพระศรีอาริยเมตตรัยพุทธเจ้า ร่วมกับพระชายา พระนางอุษาอนันตวดี

พระราชประวัติพระนางอุษาอนันตวดี
ทรงเป็นพระราชธิดาองค์ที่ 7 ใน ท้าววิรูปักโขนาค และ พระนางนพเกตุนาคินีเทวี มีพระเชรษฐา พระอนุชา อละ พระขนิษฐาร่วมพระราลมารดาบิดาเดียวกัน 17 พระองค์
ทรงเป็นราชธิดาบุญธรรมที่องค์แม่ลักษมีทรงรักยิ่ง และพระนางเป็นผู้ครอบครองอัญมณี มณีลักษมี ( เพชรสีชมพู) ทรงมีน้ำพระหฤทัยงดงาม และทรวมีพระเมตตามาก และทรงรักพระราชโอรสคือพญาเพชรภัทรนาคราชดังดวงพระหฤทัย เพราะทรงเป็นโอรสเทวะจุติ
เครดิตข้อมูล เพจพญาเพชรภัทรนาคราช พญาเกล็ดแก้วนาคราช
เครดิตภาพ สินธุวัตร

ราชาแห่งนาคทั้งมวลในตำนวนของฮินดู อนันตเศษ (อะ-นัน-ตะ-เส-สะ) หรือ อนันตนาคราช มีขนาดตัว เป็นอนันต์สมชื่อ เพราะเป็นผู้นอนอยู่ในเกษียรสมุทรและให้พระนารายณ์นอนบนหลัง บางตำนานเล่าว่าดาวนพเคราะห์นั้นก็ตั้งอยู่บนพังพานของอนันตนาคราช ส่วนหัวซึ่งมีตั้งแต่ห้าหัวถึงหนึ่งพันนั้นไม่พ่นพิษเหมือนนาคอื่นๆแต่เป็นเปลวไฟและอนันตนาคราชก็จะร้องเพลงสรรเสิญบารมีของพระนารายณ์เป็นนิจ ในตำนานเล่าว่าตอนที่เหล่านาคเล่นโกง ที่แม่ไปพนันกับนางวินตาซึ่งเป็นแม่ของพญาครุฑ (ทั้งคู่พนันสีม้าของพระอาทิตย์ เหล่านาคนั้นพ่นพิษใส่จนหางของม้าพระอาทิตย์เป็นสีดำ บ้างก็ว่าเหล่านาคตัวเล็กๆได้เลื้อยเข้าไปแทรกในขนสีขาวจนดูสีดำเป็นหย่อม) อนันตเศษนั้นรังเกียจบรรดาน้องๆเลยหนีไปจำศีลอยู่ตัวเดียวเวลาผ่านไปพระพรหมก็มาเจอเข้า เมื่อทราบว่าอนันตเศษไม่ชอบใจที่น้องโกงพนันเลยให้ไปนอนในเกษียรสมุทรเป็นเตียงให้พระนารายณ์ คำสาปที่ทำให้ครุฑจับนาคกินได้จึงไม่รวมถึงอนันตเศษด้วย ตำนานที่ดุเดือดของอนัตเศษที่สุดนั้นกล่าวว่าครั้งหนึ่งอนันตเศษเคยโผล่หัวขึ้นไปบนสวรรค์ (ไม่ใช่มุข เพราะตัวยาวจนไม่ต้องขึ้นไปทั้งตัว) และโอ้อวดกับเหล่าเทวดาว่า ในสามโลกนี้มีแต่ตรีมูรติเท่านั้นที่มีอำนาจเหนือตน หากใครไม่เชื่อแล้วก็จงมาประลองกำลังกันเถิด เหล่าเทวดากลัวหัวหด มีแต่พระพายที่กล้าพอ คิดว่าอย่างไรนาคตัวนี้ก็เป็นแค่ดิรัจฉานการจำมาท้าตีท้าต่อยกับเทวดาจึงนับว่าโอหังนัก พระพายรับคำท้า ว่าแล้วพญาอนันตนาคราชก็เอาตัวเองพันรอบภูเขาลูกหนึ่งไว้ บอกว่าให้พระพายลองทำลายภูเขานี้ดูพระพายนั้นใช้กำลังสร้างพายุรุนแรงหมายจะพัดทำลายภูเขานั้นให้ยับเยิน แต่อนันตเศษก็ขยายตัวเองให้ใหญ่ขึ้นแล้วแผ่พังพานป้องไว้ได้ทุกครั้ง สุดท้ายพระพายจึงทุ่มกำลังทั้งหมดเข้าโจมตีโดยดึงเอาลมในตัวสัตว์โลกทั้งมวลมาใช้ด้วยแต่ก็ถูกอนันตเศษกลืนเข้าไปทั้งตัว ทีนี้เมื่อไม่มีพระพายแล้ว สัตว์โลกทั้งหลายก็หายใจไม่ออก ร้อนถึงพระนารายณ์ต้องมาบอกเตียงหลังโปรดให้คายพระพายออกมา อนัตนาคราชทำตาม ปรากฏว่าตอนที่อนันตนาคราชคายพระพายมานั้นก็บังเกิดเป็นลมรุนแรงพัดไปโดนภูเขาที่พันไว้จนราบเป็นหน้ากลอง ทั้งพระพายและอนันตนาคราชต่างก็นับถือ ในกำลังของกันและกัน เลยตกลงว่าการประลองครั้งนี้เป็นเสมอ บางที่ที่ค้นเจอ ยกบทนาคที่พันเขาพระสุเมรุไว้ตอนกวนเกษียรสมุทรให้อนันตนาคราชด้วย แต่จริงๆแล้วนาคที่รับบทนี้ก็คือพญาวาสุกี

*-*-*-*- พญาอนันตนาคราช -*-*-*-*

มหานาคะ มหานาคี เทวีนาคกลัยาณี มหานาคะ เทวา ชะยะ เตตี เตติ
พาหนะคู่บารมีของพระนารายณ์
คำว่าอนันตะมีความหมายว่า อนันต์ ไร้จุดจบ
มีความยาวมากถึงขนาดว่าสามารถพันรอบโลกได้แต่เดิมพญานาคราชมีพระนามเดิมว่า
พญาเศษะ นาคราช ทรงเป็นโอรสองค์แรกของพระกัศยปะ และ นางกัทรุ พญาอนันตนาคราช
เป็นใหญ่ในเมืองบาดาลเป็นราชาแห่งนาคทั้งปวงในเกษียรสมุทรและได้ตามเสด็จพระนารยณ์เสมอ

นาคเป็นงูใหญ่ บนหัวมีหงอน ที่คางมีเครา ลำตัวมีเกล็ดและปลายหางมีลวดลายงดงาม มีอิทธิฤทธิ์สามารถแปลงตัวได้ และสามารถบันดาลให้เกิดฝนได้ด้วย เรียกว่า นาคให้น้ำ นาคในวรรณคดีไทย นอกจากจะมี ๑ หัวแล้ว ยังปรากฏนาคที่มี ๗ หัว เรียกว่า นาคเจ็ดเศียร พญาอนันตนาคราช มี ๑,๐๐๐ เศียร อนันตนาคราชขดตัวอยู่กลางเกษียรสมุทร เป็นแท่นบรรทมให้พระนารายณ์ หลังจากที่พระนารายณ์ปราบผู้ที่มารบกวนเทวดาและมนุษย์ได้แล้ว อนันตนาคราชสามารถพ่นพิษเป็นไฟบัลลัยกัลป์ล้างโลกได้เมื่อถึงเวลาสิ้นอายุของโลก เมื่อพระนารายณ์อวตารมาเป็นพระรามเพื่อปราบทศกัณฐ์ อนันตนาคราชก็มาเกิดเป็นพระลักษมณ์ช่วยพระรามทำสงครามกับทศกัณฐ์ด้วย
มีพระโอรสองค์แรกนามว่าพญาเพชรภัทรนาคราช หรือ องค์ปู่เกล็ดแก้วนาคราช เกล็ดเพชรทั้งลำองค์ เวลาแสดงฤทธ์จริงก็แผ่พระเศียรได้ 1000 เศียรเยี่ยงพระราชบิดา











ตำนาน พญานาค,ประวัติพญานาค,
พญานาคแม่น้ําโขง,พญานาคกับพญาครุฑ,ประวัติพญานาคราช,ประวัติพญานาคราชศรีสุทโธ,ตำนาน ธิดา พญานาค,ตํานานพญานาค คําชะโนด,พญานาคมีจริงไหม,บั้งไฟพญานาค,พญานาคราช,พญานาค,นาคี

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สวดมนต์อย่างไรให้หมดเวรหมดกรรม



การสวดมนต์นั้น ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับทุกคนในยุคนี้ สะดวกมากในทุกเพศ ทุกวัยและไม่ใช่เรื่องของคนแก่ คนเคร่งครัดอีกต่อไปเหมือนที่เคยเป็นและเราเข้าใจผิดกันอย่างนั้น บทสวดมนต์ต่างๆ มีการเผยแพร่ออกมามากมายในรูปแบบต่างๆ ที่เห็นกันและได้ยินกันจนเคยชินมากมาย
แต่การที่จะสวดมนต์ให้เกิดผลดีต่อชีวิตตามที่ทุกคนปรารถนานั้น ครูบาอาจารย์ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ท่านได้แนะนำว่า หากจะให้ได้ผลดีจริงหรือดียิ่งๆ ขึ้นไปนั้น ควรจะต้องเริ่มจาก
1. ต้องเป็นคนดี และมีบุญของตนเองเสียก่อน
เรื่องนี้เป็นเคล็ดลับสำคัญในการสวดมนต์ และสวดคาถาศักดิ์สิทธิ์ทุกบท ที่จะต้องถือว่าเป็นอันดับแรกในการเตรียมตัวที่จะสวดเพื่อให้ชีวิตนั้นรุ่งเรือง ร่ำรวย บำบัดรักษาโรคภัยใช้ได้ทั้งทางโลกและทางธรรม
ด้วยพลานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของบทสวดมนต์และคาถานั้น เชื่อว่าหากผู้สวดนั้นเป็นคนดีมีศีลธรรม จะช่วยทำให้คนที่สวดนั้นพบกับความมหัศจรรย์ ในการนำเรื่องดีเข้ามาสู่ชีวิตไม่ขาดสาย จะทำการค้าขายก็เจริญรุ่งเรือง เงินไหลมาเทมา ครอบครัวก็เป็นสุข
เรื่องการปัดเป่าเคราะห์ร้ายหรือภัยพิบัติในชีวิตให้คลายตัวลงหรือหมดไปประจวบกับกรรมนั้นถึงเวลาอ่อนตัวลง และจะกลายเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เรื่องร้าย หรือสิ่งอัปมงคลเสนียดจัญไร เข้ามาในชีวิตได้อีก
บทสวดทุกบทในหนังสือเล่มได้มีการ พิสูจน์มาอย่างยาวนานจากครูบาอาจารย์ที่เคยสวดมาแล้ว แต่ที่หลายคนสวดแล้วบอกไม่ได้
เหตุผลสำคัญก็คือ ยังเป็นคนดีไม่พอ หรือบุญที่มีนั้นไม่พอที่จะส่งผลดีต่อชีวิตและความปรารถนาให้สำเร็จได้ หรือมีวิบากกรรมบางอย่างขวางเอาไว้
ทำไมถึงพูดว่ายังเป็นคนดีและยังบุญไม่พอเช่นนี้ เพราะการสวดมนต์นั้นเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการทำกรรมดี เป็นการเพิ่มฤทธิ์ทางใจ น้อมนำพลังฝ่ายดีเข้าสู่ตัวด้วยอำนาจแห่งอักขระ อำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุอยู่ในบทสวดมนต์นั้น
แต่อำนาจและคุณความดีเหล่านี้จะเข้าสู่ตัวของผู้สวดไม่ได้เลย หากมีกรรมชั่วภายในสกัดกั้นอยู่มาก อำนาจฝ่ายดีก็ไม่อาจจะแทรกเข้าไปส่งผลได้เลย
ครูบาอาจารย์หลายท่านจึงกล่าวตรงกันว่า กรรมดีหรือกรรมขาวนั้นจะไม่สามารถเข้าไปไม่ได้เลย หากมีกรรมชั่วหรือกรรมดำอยู่ในใจ กรรมทั้งสองสิ่งนี้อยู่รวมกันไม่ได้ สิ่งที่สะอาดกับสิ่งสกปรกมันเข้ากันไม่ได้ กรรมชั่วมันจะไปขัดขวางให้สวดไม่ได้ จำไม่ได้แม้แต่จะสมาทานศีล 5 ที่เป็นเรื่องง่ายมากสำหรับคนไทยแต่ก็ทำไม่ได้ หรือทำให้ต้องมีกิจธุระหรือเหตุการณ์มาทำให้สวดมนต์ไม่ได้
เหมือนขวดน้ำที่มีน้ำอยู่เต็มขวด แม้พยายามจะกรอกน้ำเข้าไปอีกมันก็ล้นเข้าไปไม่ได้ เพราะน้ำในขวดมันดันไม่ให้เข้าไป
แต่อานิสงส์ของบุญและพลังศักดิ์สิทธิ์ของการสวดมนต์นั้นก็ยังอยู่ไม่ได้หายไปไหน แต่ทว่ายังส่งผลไม่ได้จนกว่า กรรมชั่วหรือกรรมดำนั้นจะลดลง จึงจะเข้าไปส่งผลกับชีวิตของเราได้
ดังนั้นก่อนที่จะสวดมนต์ ทำความดีสร้างมงคลสู่ชีวิตนั้น เป็นเรื่องจำเป็นมากที่ต้องลด ละ เลิกทำความชั่วเสียก่อนในทุกประเภทเพื่อไม่ให้มีกรรมชั่วเพิ่มเติม ในส่วนที่พลาดพลั้งไปแล้วนั้นเราย้อนเวลากลับไปแก้ไขไม่ได้ ก็เหมือนน้ำดำหรือยาพิษที่แทรกอยู่ในน้ำสะอาดที่เคยใส่ลงไป
ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวล กรรมดีสร้างได้ใหม่ในทุกวินาที หมั่นสร้างบุญกุศลเหมือนเติมน้ำสะอาดเข้าไปในชีวิตเรื่อยๆ น้ำดำหรือยาพิษนั้นก็จะเจือจางลงไป จนไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ เหมือนกับเวลาที่เรามีบุญมาก เป็นช่วงเวลาที่วิบากกรรมฝ่ายดีมาส่งผล วิบากกรรมฝ่ายไม่ดีก็ไม่มีโอกาสที่แทรกมาส่งผลได้ หรืออาจจะส่งผลได้น้อยมากจนเราไม่รู้สึกอะไรเลย ถ้าอยากจะให้ชีวิตดีต้องเริ่มตั้งวันนี้ วินาทีนี้เลย ถ้าอยากให้ชีวิตดีอย่าผัดวันประกันพรุ่ง ขอให้มั่นใจและมีศรัทธาอย่างมั่นคงว่า “บุญนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง”
สำหรับคนที่มีวิบากกรรมไม่ดีมาขวางไว้ ทำให้สวดมนต์ไม่ได้หรือจำบทสวดมนต์แม้แต่สั้นๆ ไม่ได้ หรือเจออุปสรรคกรรมขวางไว้ไม่ให้สวดมนต์ได้ ทางแก้ไขก็คือ หมั่นสร้างบุญกุศล อธิษฐานขอให้อานิสงส์แห่งบุญช่วยให้สวดมนต์ได้และต้องอุทิศบุญนั้นให้เจ้ากรรมนายเวรที่มาขวางทางบุญนี้เสีย ทำบ่อยๆ จนเจ้ากรรมนายเวรเขาพอใจ เขาจะหลีกทางให้เราสวดมนต์สร้างบุญกุศลได้
มีเรื่องเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง มีผู้หญิงคนหนึ่งสวดมนต์ไม่ได้ เพราะลิ้นมันคับปาก อย่าว่าแต่สวดมนต์เลยแม้แต่จะพูดก็ยังไม่ได้ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเคยไปปรักปรำพระภิกษุสงฆ์ว่าเสพสังวาสกับสีกา ทั้งๆ  ที่ท่านไม่ได้ทำจนทำให้ท่านต้องมลทิน ปฏิบัติธรรมต่อไม่ได้
ด้วยกรรมนี้ที่ไปขวางทางปฏิบัติธรรมและดูหมิ่นผู้มีคุณธรรม ทำให้ผลแห่งกรรมนั้นมาส่งผลให้ลิ้นที่เคยโกหกพกลม ใหญ่คับปากจนพูดไม่ได้และลุกลามกลายเป็นมะเร็ง จนได้เมตตาจากครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่เป็นผู้ทรงคุณธรรมและมีเมตตายิ่ง บอกวิธีคลายวิบากกรรมให้ ลิ้นที่แข็งนั้นก็อ่อนลงจนสวดมนต์ได้จนถึงทุกวันนี้
สำหรับท่านใดที่ไม่รู้ว่าต้องเองได้รับวิบากกรรมจากกรรมใด เมื่อไหร่แน่ แต่ส่งผลให้มาขัดขวางในการสวดมนต์ ขอให้สร้างบุญกุศลเป็นของตนเองและอุทิศบุญไปให้เจ้ากรรมนายเวรแบบเจาะจงว่า
“โดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่ขัดขวางการสวดมนต์ ขอให้ท่านมารับบุญกุศลนี้ เมื่อท่านมารับแล้วพอใจในบุญกุศลนี้ ขอให้ท่านถอนตัวจากการขัดขวางการสวดมนต์ด้วยเถิด”
หมั่นทำบ่อยๆ แล้วท่านจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เรื่องนี้พิสูจน์มาแล้ว แต่ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น ขอให้เป็นสิทธิ์ของท่าน บุญของท่านเอง
2. หมั่นทำบุญ และอุทิศบุญเพื่อให้ เหล่าองค์เทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าของคาถาคุ้มครองอวยพร
คนเรานั้นชีวิตจะดีหรือจะรวยขึ้นมาได้นั้น ต้องมีบุญเก่าเป็นตัวหนุนไปรวมกับบุญใหม่ที่ต้องเร่งทำ บุญนั้นต้องเป็นบุญที่เราสร้างขึ้นมาเอง เพื่อเป็นฐานบุญ เป็นทุนรอนที่สำคัญของตนเองที่ต้องมี ก่อนจะไปขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านช่วยหรือไปพึ่งบุญของคนอื่น
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่งวัดระฆัง พระอริยสงฆ์ของเมืองไทยที่ท่านได้ละสังขารไปแล้ว ท่านได้เคยกล่าวไว้โดยสรุปว่า
“ลูกเอ๋ย ก่อนที่จะเข้าไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเอง คือบารมีของตนลงทุนไปก่อน เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอจึงค่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด
เพราะหนี้สินในบุญบารมีที่ไปเที่ยวขอยืมมาจนพ้นตัว เมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมดไม่มีอะไรเหลือติดตัว แล้วเจ้าจะมีอะไรไว้ในภพหน้า หมั่นสร้างบารมีไว้แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง
จงจำไว้นะเมื่อยังไม่ถึงเวลา เทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้ ครั้นเมื่อถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่ จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เลยจะมีใครที่ไหนมาช่วยเจ้า
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแท้และครุบาอาจารย์ท่านทราบดี ท่านจึงหมั่นเตือนคนว่าให้เร่งสร้างบุญของตนเสีย ยิ่งถ้าเรารู้ตัวว่าบุญน้อย ยังมีชีวิตที่ลำบากเจอแต่เรื่องร้ายๆ ในชีวิตซึ่งส่วนหนึ่งมันก็คือวิบากกรรมไม่ดีมาส่งผล รวมถึงกรรมไม่ดีที่จะทำขึ้นมาใหม่ ก็ต้องขวนขวายทำความดี หมั่นสร้างบุญกุศล ต้องทำบุญสร้างบุญเพิ่มเพื่อคลายวิบากกรรมไม่ดีนั้นเสีย
ขอบอกเคล็ดลับสำคัญข้อหนึ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนมาและท่านบอกว่าคนรวยรู้จักดีในเคล็ดนี้และทำเป็นประจำ ก็คือ การให้ทานแบบทันที ให้ไปตามที่ร้องขอ ให้ตรงตามเวลา ตรงประโยชน์ที่คนมาขอความช่วยเหลือต้องการ
อย่าไปขี้เหนียว อย่าไปกังวลว่าให้ไปแล้วเขาจะเอาไปทำอะไร ครูบอาจารย์ท่านบอกว่า ใครทำทานแบบนี้ได้ จะเกิดโชคลาภมากมายแบบไม่คาดฝันขึ้นบ่อย จับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองหมด เพราะกระแสบุญนั้นสูงและมาสนองตอบเร็ว
และเคล็ดลับสำคัญอีกข้อหนึ่งในการที่จะสวดมนต์คาถาให้ได้ผลนั้น เมื่อเราสร้างบุญแล้ว เราต้องอุทิศถวายบุญกุศลนั้น เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่องค์ปฐม พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จนถึงองค์ปัจจุบัน
และอุทิศโมทนาพระคุณความดี ของครูบาอาจารย์ท่านที่เป็นเจ้าของคาถา อุทิศแด่เทวดาประจำตัว พรหมเทพเทวดาทั้งหลาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ให้ท่านช่วยเมตตาดลจิตดลใจ เรา ได้มีโอกาส สร้างพลังบุญมากขึ้นไปอีกและทำเหตุให้ตรงกับผลที่เราปรารถนาอยากได้
สำหรับการทำบุญอุทิศโมทนาพระคุณความดีไปให้เจ้าของพระคาถานั้น เป็นการแสดงความกตัญญู แสดงความเคารพและขอบพระคุณในพระคุณความดีของท่าน และเป็นการเชื่อมบุญระหว่างเรากับท่านให้มั่นคงแน่นแฟ้นมากขึ้น และการที่เรานำคาถานั้นมาใช้เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ เราต้องรู้และใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมด้วย ในการอธิษฐานแผ่บุญกุศลนี้
อย่างเช่น ขออุทิศถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา นั้นสำหรับพระพุทธมนต์ที่มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า เพื่อแสดงความนอบน้อมบูชาพระพุทธองค์
ขออุทิศโมทนาพระคุณความดีนั้นใช้กับพระอรหันต์ พระโพธิสัตว์พระอริยสงฆ์ ที่เป็นเจ้าของพระคาถาหรือคาถา
สำหรับครูบาอาจารย์ที่เป็นฆราวาสที่เป็นผู้ค้นคิดนั้นใช้คำว่า อุทิศบุญแด่…(บอกชื่อท่านไป) แต่ถ้าไม่รู้ ให้กล่าวถึงว่า อุทิศถึงครูบาอาจารย์ผู้เป็นคนแต่งพระคาถาหรือคาถาที่เรามาใช้สวด
การใช้คำให้ถูกนั้น เป็นการแสดงเจตนาในความเคารพ เหมือนกับการจัดหิ้งพระ ที่ต้องรู้ว่าชั้นที่หนึ่งควรจัดพระพุทธรูปเป็นประธาน ชั้นที่สองเป็นพระอรหันต์ ชั้นที่สามเป็นพระโพธิสัตว์หรือพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์
ที่บอกว่าการอุทิศโมทนาพระคุณความดีหรือการอุทิศบุญนั้น เป็นการเชื่อมบุญกับท่านเจ้าของคาถา และเป็นการขอให้ตัวเรานั้นมีส่วนร่วมในบุญของท่านที่มีมากมายมหาศาล จนประมาณไม่ได้ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในอนาคต เป็นการเพิ่มบุญให้กับตัวเราเองด้วย
การเชื่อมบุญนั้น เป็นเคล็ดวิธีโบราณ เป็นการอุทิศบุญใหม่ที่เราทำเพื่อไปกระตุ้นบุญเก่าที่เราอาจจะมีร่วมกับครูบาอาจารย์ ซึ่งต้องบอกว่ามีแน่นอนแต่จะมีน้อยหรือมากแค่ไหนไม่ทราบ ที่บอกว่ามีเพราะแม้ว่าเราจะไม่เคยพบ ไม่เคยได้รับคำสั่งสอน หรือได้รับคาถาโดยตรงจากท่าน แต่ทำไมเราถึงเลื่อมใส และมีจิตผูกพันกับท่านและอยากให้ท่านได้ช่วยเหลือ หรืออยากให้คาถาของท่าน บันดาลให้เกิดผลดีต่อตนเอง
เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะต้องมีการผูกพันกับท่านแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนก็ตาม อาจจะเป็นคนรับใช้ เป็นญาติ เป็นลูกศิษย์ของท่านทั้งที่ใกล้ชิดหรือลูกศิษย์นอกกุฏิ หรือเคนร่วมสร้างบุญกับท่าน เป็นไปได้ทั้งนั้น อย่าลืมว่าก่อนที่เราจะเกิดมาเป็นคนในชาตินี้ เราต้องผ่านการเวียนว่าย ตาย เกิดมานับครั้งไม่ถ้วนแน่นอนและไม่เพียงแต่ที่เป็นคน ต้องเป็นมาหมดแล้วทุกเหล่าสารพัดสัตว์ทั้งหลาย
และการเชื่อมบุญนี้ ถือว่าเป็นบุญใหม่ที่เราอุทิศไปมีส่วนร่วมบุญกับท่าน เพื่อให้ท่านรู้จักเรา เมตตาเรา เหมือนกับญาติผู้ใหญ่ของเรา ที่เรานานๆ ไปหาท่านสักครั้งหนึ่ง กับญาติผู้ใหญ่ที่เราหมั่นไปเยี่ยมเยียนมีอะไรไปฝากไปไหว้ท่านเสมอ เวลาที่เรามีเรื่องเดือดร้อน ท่านผู้อ่านคิดว่าญาติผู้ใหญ่ท่านไหนจะช่วยเราแบบเต็มใจ เต็มที่
การที่จะเชื่อมบุญนั้น เราเองต้องมีบุญของตนไปเชื่อมด้วย ถ้าไม่สร้างบุญขึ้นมาที่เป็นของตนจะเอาบุญที่ไหนไปเชื่อมบุญกับท่านได้ สำหรับการสร้างบุญกุศลนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ขอให้ยึดหลักการทำบุญ แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการไว้ เพราะเป็นการสร้างบุญบารมีที่ถูกต้องหลักพระพุทธศาสนา อันได้แก่
1. การบริจาคทาน (ทานมัย) คือการเสียสละ ทรัพย์ สิ่งของ เงินทอง ตลอดจน กำลังกาย สติปัญญา ความรู้ความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยส่วนรวม ผู้ที่ทำงานใดๆ รู้จักเสียสละกำลังกายหรือกำลัง ทรัพย์ ก็ถือเป็นการสร้างบุญที่ดีทางหนึ่ง
2. รักษาศีล (สีลมัย) คือการตั้งใจรักษาศีล และการปฏิบัติตนไม่ให้ละเมิดศีล เพื่อรักษากาย วาจา และใจ ให้บริสุทธิ์สะอาด  เพื่อให้พ้นจากการทำไม่ดี ทางร่างกาย 4 ประการ คือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักทรัพย์  ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม  และ เสพสิ่งเสพติดมึนเมา อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท และไปก่อโทษให้กับคนอื่น
วจีทุจริต 4 ประการ คือไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดปด ไม่พูดเพ้อเจ้อ และไม่พูดคำหยาบ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ และสร้างสัมพันธภาพทีดีในการทำงาน และสุดท้ายคือ มโนทุจริต 3 ประการ คือ ไม่หลงงมงาย ไม่ผูกพยาบาทกับใคร และ ไม่หลงผิดจากทำนองคลองธรรม ทำให้เรา ดำเนินชีวิตด้วย การมีทัศนคติที่ดี ทั้งต่อตนเองและคนอื่น เป็นการสร้างบุญและ พื้นฐานแห่งความสำเร็จอีกมากมาย
3. การภาวนา (ภาวนามัย) คือ การอบรมจิตใจ เป็นการ ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นโดยใช้ “สมาธิปัญญา” โดยการเริ่มฝึกจาก การทำใจให้สงบนิ่ง ก่อน แล้ว หัด สวดมนต์เพื่อให้จิตใจตั้งมั่นอยู่กับสิ่งที่ดี แล้ว จึง ฝึกด้วย การ เจริญภาวนา เพื่อจุดมุ่งหมายให้เข้าใจถึง ทางเจริญและ ทางเสื่อม หมายความว่า เมื่อรู้จักเจริญปัญญาแล้ว เราก็จะกลายเป็นคนที่แยกแยะได้ว่า อะไรเป็นสิ่งที่ดี ควรทำ และไม่ควรทำ
4. การประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ (อปจายนมัย) เป็นการให้ความเคารพ ผู้ใหญ่และผู้มีพระคุณ 3 ประเภท คือ ผู้ที่มี วัยวุฒิกว่า ได้แก่พ่อแม่ ญาติพี่น้องและผู้สูงอายุ  สองคือ ผู้มี คุณวุฒิ หรือคุณสมบัติ ได้แก่ ครูบาอาจารย์ พระภิกษุสงฆ์ และสามคือผู้ที่มี ชาติวุฒิ ได้แก่พระมหากษัตริย์ และเชื้อพระวงศ์ทั้งหลาย การให้ความเคารพแก่บุคคลที่ควรเคารพย่อมส่งผลให้ผู้กระทำ เป็นคนที่น่ารัก
5. การทำงานในกิจการที่ชอบ (เวยยาวัจจมัย) คือ การกระทำสิ่งที่เป็นคุณงามความดี ที่เกิดประโยชน์ต่อคนส่วนรวม หากเป็นการทำงานประกอบอาชีพใดๆ ก็คือ ตนเองได้ทำงานที่ชอบแล้วยัง ส่งผลดีต่อตนเองคือ เลี้ยงดูครอบครัวได้ดี และช่วยเหลือคนอื่นให้มีความสุข อีก จึงเป็น พลังบุญที่ ยิ่งใหญ่
6. การให้ส่วนบุญแก่ผู้อื่น (ปัตติทานมัย) คือ การอุทิศส่วนบุญกุศล หรือการ แบ่งบุญ ที่ได้กระทำไว้ ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง การบอกให้ผู้อื่นได้ร่วมอนุโมทนาด้วย “ทั้งมนุษย์และอมนุษย์ หรือแม้แต่ องค์เทพทั้งปวง” ได้ทราบข่าวการบุญการกุศลที่เราได้กระทำไป
7. การอนุโมทนาบุญ (ปัตตานุโมทนามัย)
คือ การได้ร่วมอนุโมทนา เช่น กล่าวว่า “สาธุ” เพื่อเป็นการยินดี ยอมรับความดี และขอมีส่วนร่วมในความดีของบุคคลอื่น ถึงแม้ว่าเราไม่มีโอกาสได้กระทำ ก็ขอให้ได้มีโอกาสได้แสดงการรับรู้ด้วยใจปีติยินดีในบุญกุศลนั้น ผลบุญก็จะเกิดแก่บุคคลที่ได้อนุโมทนาบุญนั้นเองด้วย เป็นการสร้างบุญที่ง่ายมากทางหนึ่ง
8. การฟังธรรม (ธัมมัสสวนมัย) คือ การตั้งใจฟังธรรม รวมไปถึง เรื่องราวดีๆ ที่ไม่จำกัดแต่ใน พระธรรม ที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน หรือที่เคยฟังแล้วก็รับฟังเพื่อได้รับความกระจ่างมากขึ้น ให้คลายความสงสัยและทำความเห็นให้ถูกต้องยิ่งขึ้น จนเกิดปัญญาหรือความรู้ก็พยายามนำเอาความรู้ที่ดี นั้นนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สู่หนทางเจริญต่อไป
9. การแสดงธรรม (ธัมมเทสนามัย) คือ การแสดงธรรมไม่ว่าจะเป็นรูปของการกระทำ หรือการประพฤติปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ ในทางที่ดี  หากเป็นพระภิกษุก็ย่อมเป็นการง่าย เพราะเป็นกิจของพระท่าน ที่ทำได้บ่อยๆ แต่ สำหรับคนทั่วไป ก็คือ การให้ความรู้ ให้ คำสอนในด้านคุณธรรม หรือแม้กระทั่ง เป็นตัวอย่างในการประพฤติตนที่ดี ประพฤติตนเป็นตัวอย่างให้กับบุคคลอื่นๆ ก็ ถือเป็นการสร้างบุญในข้อนี้เช่นเดียวกัน
10. การทำความเห็นให้ตรง (ทิฏฐชุกัมม์) คือ ความเข้าใจในเรื่อง บาป บุญ คุณ โทษ เข้าใจในสิ่งที่เป็นแก่นสารสาระหรือที่ไม่ใช่แก่นสารก็ตาม ทั้ง ทางเจริญทางเสื่อมเพื่อให้ชีวิตแยกแยะได้ว่า ควรจะทำอะไร ไม่ควรทำอะไร  ตลอดจนการกระทำความคิดความเห็นให้เป็น ทัศนคติที่ดี อยู่เสมอ
เครื่องมือในการสร้างบุญ ทั้ง 10  ประการนี้  หากได้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือยิ่งมากจนครบทั้ง 10 ประการแล้ว ผลบุญ ย่อมเกิดแก่ผู้ได้กระทำมากตามบุญที่ได้กระทำ ยิ่งได้มีการเตรียมกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ หยุดในสิ่งที่ควรหยุด เข้าไปแล้วก็ยิ่งได้รับบุญมหาศาล และสามารถส่งบุญให้เหล่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลายได้ร่วมปกป้องและอวยพรปลอดภัย
และมีหลายข้อที่ไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว การสร้างบุญกุศลนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวน เงินว่าจะมากน้อยเท่าใด บางครั้งทำบุญแต่ไม่ได้บุญกลับได้บาปก็มีมากมาย แต่ขึ้นอยู่กับ
– วัตถุทานนั้นบริสุทธิ์ ไม่ได้มาจากเบียดเบียนคดโกงผู้อื่น
– ผู้ให้นั้นบริสุทธิ์ มีเจตนาทำบุญไม่ได้หวังผลอื่นใด ประเภททำร้อยบาทหวังผลล้านบาทนั้นเป็นไปไม่ได้ มันค้ากำไรเกินควร ต้องใจบริสุทธิ์ครบทั้ง 3 กาลคือ ทั้งก่อนให้ กำลังให้ และหลังจากการให้
– ผู้รับนั้นบริสุทธิ์ หมายความว่า ยิ่งผู้รับนั้นบริสุทธิ์หรือเรียกว่า “เนื้อนาบุญบริสุทธิ์” วัดหรือดูกันที่ด้วยท่านนั้นถือศีลมากข้อเท่าใด บุญของผู้ให้นั้นก็จะยิ่งมากขึ้นไปตามลำดับ ทำบุญกับพระสงฆ์ที่ถือศีล 227 ข้อย่อมมากกว่าคนธรรมดาที่ถือศีล 5 ทำบุญกับคนที่ถือศีล 5 ย่อมได้ผลมากกว่าคนไม่มีศีล
ยิ่งทำกับพระโสดาบัน พระอริยะสงฆ์ย่อมได้บุญมากหลายเท่าตัว หลักการที่จะดูว่าพระท่านใดนั้นมีเนื้อนาบุญสูงให้ดูที่วัตรปฏิบัติของท่าน อย่าไปดูที่สมณะศักดิ์หรือยศพระ เพราะบางที่พระที่ตำแหน่งสูงๆ ยังมีเนื้อนาบุญน้อยกว่าเณรองค์เล็กๆ เสียอีก เพราะแค่ห่มผ้าเหลืองสอนชาวบ้านได้ แต่สอนตัวเองไม่ได้หลอกประชาชนไปวันๆ
3. แผ่เมตตาอุทิศบุญปรับภพภูมิเทวดารักษาตัวและดวงจิตวิญญาณอยู่เสมอ
ในการทำบุญทุกครั้ง หลังจากที่ได้สร้างบุญเสร็จแล้ว ควรจะอุทิศบุญให้กับเทวดาที่รักษาตัว เพื่อแสดงถึงความเคารพ ความกตัญญูต่อท่านและเป็นการเชื่อมบุญกับท่าน ให้มีสายสัมพันธ์ที่ดีตลอดเวลา
ทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ล้วนมีเทวดารักษาตัว เทวดารักษาตัวนั้น คือ ดวงจิตวิญญาณที่มีบุญมากอยู่ในภพภูมิที่สูงกว่าโลกมนุษย์ที่ยังคงมีความห่วงใยเรา มีกรรมที่ผูกพันกันอยู่ อาจจะเป็นพ่อแม่ บรรพบุรุษ ครูบาอาจารย์ เพื่อน ลูก พี่น้องหรือบริวารที่เคนร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา
ขอให้ทราบตัวกันว่า เทวดาเหล่านี้ท่านไม่ได้แฝงอยู่ในตัวเราแต่ท่านอยู่บนสวรรค์ แต่เฝ้าคอยดูเรา คอยดลบันดาลให้เราพบกับสิ่งที่ดีในชีวิต หรือคอยเตือนเมื่อเรามีภัยด้วยการดลบันดาลใจ ยิ่งเราอุทิศบุญส่งไปให้ท่านมากเท่าใด ท่านก็จะมีกำลังบุญบารมีมากและสามารถช่วยเหลือเราได้มากขึ้น
และในการอุทิศบุญเพื่อปรับภพภูมินี้ใช้ได้กับแก้และป้องกันในเรื่องดวงจิตวิญญาณเร่ร่อน ที่ตกทุกข์ได้ยาก พวกผีที่พยายามมาแฝงในตัวเราด้วย เพื่อให้เขาได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีไม่มารบกวนเรา เพราะเราได้ส่งเขาไปอยู่ในภพภูมิที่ดีขึ้น เป็นที่พึงพอใจของเขาและเมื่อเขาพอใจเขาอาจจะให้คุณกับเราได้ด้วย
            ดังนั้นหลังจากสร้างบุญไม่ว่าจะเป็นทาน ศีล ภาวนา ทุกครั้ง ควรแผ่เมตตาจิตอุทิศบุญไปให้พวกเขาทั้งหลาย ให้ได้รับผลบุญ และ ไปเกิดไปจุติยังภพภูมิที่เป็นสุขคติภูมิ มีสวรรค์ พรหมและมีพระนิพพานเป็นที่สุด โดยมีลำดับ กำลังวิธีการดังนี้
5.1 การแผ่เมตตาจิตของ ผู้ที่ไม่ได้ทิพยจักษุญาณ พึงตั้งจิตอธิษฐานระลึกถึงบุญกุศลของตัวเราเอง ตั้งเจตนาอุทิศบุญกุศลความดีทั้งหลายให้กับ ทุกดวงจิต ที่ประสบทุกข์กรรมเวียนว่าย ตกค้างอยู่ผิดภพ ผิดภูมิ ให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศล และเราปรารถนาให้เขาทั้งหลาย ได้เกิดในภพภูมิที่ดีกว่า แบบนี้ได้ผลบ้างตามกำลังบุญกำลังสมาธิของผู้อุทิศ หากร่วมใจอุทิศกันมากๆ หลายๆ คนร่วมใจกันก็เกิดผลที่ดีได้ไม่น้อย
5.2 การอุทิศบุญของผู้ที่ได้ทิพย์จักษุญาณและมโนมยิทธิ ก็คือ การอธิษฐานนำกายทิพย์ ไปยังสถานที่แห่งนั้นที่เราอยากจะแผ่ส่วนบุญ เช่น สถานที่เกิดเหตุเคยมีคนตายจำนวนมาก ศาลรกร้าง เป็นต้น จากนั้น ก็ตั้งจิต แผ่บุญกุศลเป็น รัศมีจากกายทิพย์ของตนเองแผ่ไปยังดวงจิต และสัมภเวสี ทั้งหลายที่ปรากฏให้เห็นในจิตของเรา
เมื่อเราแผ่เมตตาไปแล้วจะปรากฏเห็น กายของสัมภเวสี ที่มาขอส่วนบุญ จะ เปลี่ยน เป็น กายที่สว่าง  และ เปลี่ยนสภาวะกาย อาจเป็นกายทิพย์ ของภพภูมิ ของเทวดาบ้าง พรหมบ้าง
เรื่องนี้ท่านที่ปฏิบัติจนถึงได้ทิพย์จักษุญาณและมโนมยิทธิคงทราบดี แต่ท่านที่ยังไม่ถึงในระดับนี้ ก็พอจะทำได้ขอให้นึกถึงสถานที่นั้นที่จะแผ่เมตตาและอุทิศบุญ หรือดูรูปสถานที่แห่งนั้นบ่อย จนจิตเห็นภาพสถานที่นั้นชัดเจน นอกจากจะสร้างบุญกุศลแล้วยังเป็นการฝึกให้ใจมีฤทธิ์ด้วย
5.3 การตั้งจิตอธิฐานรวมบุญบารมีของเราเอง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและที่จะทำต่อไปในอนาคตให้มารวมตัวกันก่อนแล้ว จึงแผ่อุทิศส่วนกุศลออกไปยัง ดวงจิต ทั้งหลาย อุปมาดังที่เรากำลังจะยกของหนักต้องมีการรวบรวมแรงก่อน
การแผ่เมตตาจิตแบบนี้ เราจะเห็นในจิตได้ว่า มีผลสูงกว่าขึ้นไปอีกช่วยให้ดวงจิตดวงวิญญาณ ปรับภพภูมิที่สูง ขึ้นไปได้จำนวนมากขึ้น
การที่ดวงจิตต่างๆ ปรับภพภูมิไปเกิดยังที่ที่ดีกว่าได้นั้นเป็นผลจากโมทนามัยบุญ คือ การเสวยผลจากการที่ดวงจิตเหล่านั้นมาร่วมยินดี และรับในบุญที่เราตั้งจิตอุทิศให้ ดังนั้นทุกครั้งที่เราอุทิศบุญจะมี ดวงจิต ที่มาโมทนารับได้ และรับไม่ได้ สำหรับดวงจิต ท่านที่โมทนาก็ไปได้ในภพภูมิที่ดีขึ้น
ส่วนดวงจิตที่มาไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตามหรือมาได้แต่ไม่อยู่ในสถานะที่รับได้ ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้ใช้วิธีฝากบุญไว้ขอเมตตาต่อพระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ ครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้โปรดเมตตามาสงเคราะห์ให้กับดวงวิญญาณที่มารับโมทนาบุญไม่ได้
วิธีการ ก็คือ การตั้งจิต ระลึกถึงขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ ครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทุกๆ ท่าน ทุกๆ พระองค์ ขอฝากบุญที่เราตั้งใจอุทิศให้ ขอท่านเมตตาแผ่ฉัพพรรณรังสีไปยังทุกดวงจิต ให้เขาได้รับบุญกุศลและโมทนาบุญหรือส่งบุญให้กับดวงวิญญาณเหล่านั้นเมื่อถึงเวลาที่เขารับได้
สำหรับวิธีนี้ เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และเกิดผลอานิสงส์สูงมากๆ หากเราสัมผัสในจิตจะพบว่า มี ดวงจิต ที่ปรับภพภูมิขึ้นสู่สุขคติภูมิแบบนี้เป็นจำนวนมากมายเร็ว รวมทั้งกายที่เปลี่ยนไปนั้นมีแสงสว่างมากกว่า วิธีต้นๆ มากมายนัก
ที่แนะนำให้ใช้ก็ คือวิธีการที่ 3 นี้ ขอให้จำกันเอาไว้จงอย่าได้ใช้กำลังของตนเองอย่างเดียว
ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ ครูบาอาจารย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้ท่านช่วยในการทำการทุกอย่างก่อนแผ่เมตตา ปรับภพภูมิ แล้วจงตั้งกำลังใจให้ถูกก่อนว่า เราทำไปก็เพื่อปรารถนาให้ดวงจิตแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลายไปจุติ ยังภพภูมิอันเป็นสุขคติมีสวรรค์ มีพระนิพพานเป็นที่สุดด้วยเทอญ
4. รวมสมาธิให้แน่วแน่มั่นคงก่อนสวดมนต์ (และหลังสวดมนต์)
การสวดมนต์ที่ไม่ได้ผลดีนั้น สาเหตุหลักอีกประการหนึ่งคือ การไม่มีสมาธิในการสวดที่ดีพอ เปรียบเหมือนเครื่องรับวิทยุที่ไม่มีกำลังหรือมีคลื่นแทรกอยู่ตลอดเวลา จึงรับคลื่นแห่งพลานุภาพความศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ได้ หรือรับได้แต่น้อยมาก
คนทั่วไปนั้นเวลาสวดมนต์มักไม่ทราบว่าควรจะต้องทำใจให้นิ่งเสียก่อน หรือถ้าจะให้ดีจริงให้ทำสมาธิเสียก่อนก็ยิ่งดีขึ้น เพื่อรวมจิตใจให้นิ่ง ไม่กระสับกระส่าย เพื่อทำให้จิตนั้นรวมกันเข้ากับพระคาถาศักดิ์สิทธิ์ยิ่งสวดด้วยความมีสมาธิมากเท่าใด อานิสงส์จะได้รับมากขึ้นเท่านั้นและเมื่อสวดมนต์เสร็จแล้วควรนั่งสมาธิต่อ  ก็จะได้อานิสงส์บุญเพิ่มมากขึ้น มีวิธีการทำสมาธิของครูบาอาจารย์มาฝากกันครับ
การทำสมาธิสามารถทำได้ทุกขณะอิริยาบถ
ท่านพ่อลี หรือ หลวงพ่อลี ธมฺมธโร พระสายธุดงค์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งแห่งภาคอีสาน ได้เคยให้คำอธิบายวิธีการทำสมาธิในชีวิตประจำวัน เวลาที่จะทำสมาธินั้นท่านได้อธิบายอย่างง่ายๆ ไว้ว่าทำได้ทั้งยืน เดิน นั่ง และนอน ในอิริยบททั้ง 4 นี้เมื่อใดที่ใจเป็นสมาธิก็ถือว่าเป็นภาวนามัยกุศล ซึ่งถือเป็นกุศลกรรมสิทธิ์เฉพาะตัว ถือว่าได้บุญด้วยอย่างหนึ่ง ดังนั้นจึงขอสรุปจากคำแนะนำของท่านพ่อลีไว้ได้ดังนี้คือ 
การยืน ทำโดยยืนให้ตรง วางมือขวาทับมือซ้าย คว่ำมือทั้งสอง หลับตาหรือลืมตาสุดแท้แต่จะสะดวกในการทำ แล้วเพ่งไปที่คำว่า พุทโธ จนจิตตั้งมั่นได้ 
การเดิน เรียกว่าเดินจงกรม ให้กำหนดความสั้น ความยาว ของเส้นทางที่จะเดินสุดแท้แต่เราเอง ควรจะหาสถานที่ และเวลาที่เหมาะสม ไม่อึกทึกครึกโครม และไม่มีสิ่งรบกวนจากรอบข้าง นอกจากนั้นที่ที่จะเดินไม่ควรสูงๆ ต่ำๆ แต่ควรเรียบเสมอกัน เมื่อหาสถานที่และเวลาที่เหมาะสมได้แล้วก็ตั้งสติ อย่าเงยหน้าหรือก้มหน้านัก ให้สำรวมสายตาให้ทอดลงพอดี วางมือทั้งสองลงข้างหน้าทับกันเหมือนกับยืน การเดินแต่ละก้าวก็ให้จิตตั้งมั่นอยู่กับคำบริกรรมว่า พุทโธ โดยเดินอย่างสำรวม ช้าๆ ไม่เร่งรีบ กำหนดรู้ในใจ 
การนั่ง คือนั่งให้สบาย แล้วเพ่งเอาจิตไปที่การบริกรรมคำว่า พุทโธ ท่องภาวนาไว้เป็นอารมณ์ให้กำหนดรู้อยู่ในใจ 
การนอน คือให้นอนตะแคงข้างขวา เอามือขวาวางรองศีรษะ ยืดมือซ้ายไปตามตัว ไม่นอนขด นอนคว่ำ หรือนอนหงาย แล้วก็สำรวมสติตั้งมั่นด้วยการภาวนาคำว่า พุทโธ ให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว เช่นเดียวกัน
หลักการทำสมาธินี้มีหลายวิธีที่ครูบาอาจารย์ท่านได้ค้นพบ ล้วนแต่เป็นของวิเศษทั้งสิ้น ขอให้เราทุกคนลองค้นคว้าศึกษาดูรายละเอียด ซึ่งมีความแตกต่างกันเล็กน้อย แต่ที่ครูบาอาจารย์ท่านเน้นมากที่สุดก็คือ
เมื่อออกจากสมาธิแล้วต้องอุทิศบุญกุศลในการทำสมาธิทุกครั้ง แผ่เมตตาและกล่าวคำขออโหสิกรรมด้วย
ถ้าเราจะใช้การสวดมนต์แนะนำว่า ให้ทำสมาธิแบบนั่งจะดีที่สุดเพราะจะได้สวดมนต์ต่อเนื่องไปได้เลย ตอนนี้ทุกท่านคงทราบเคล็ดทั้งหมดก่อนสวดมนต์กันแล้ว ที่เกิดผลดีแน่นอนจึงขอกล่าวถึงอานิสงส์ของการสวดมนต์เพื่อให้ท่านทั้งหลายมีกำลังใจในการสวดมนต์
อานิสงส์ของการสวดมนต์
1. สวดมนต์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเป็นบุญที่ได้กล่าวคำศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ บทสวดพุทธมนต์นั้น มาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าที่ได้ทรงสอนสั่งสาวกและมีการจำและท่องสืบกันมา จนถึงมีการจดบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ผู้ที่ได้มีโอกาสสวดมนต์ในชีวิต เป็นการเปล่งคำศักดิ์สิทธิ์ถวายเป็นพุทธเจ้า เป็นการบูชาพระพุทธเจ้าและย่อมได้บุญกุศล
2. เกิดผลดีต่อร่างกาย คนที่สวดมนต์เป็นประจำนั้น ทางการแพทย์สมัยใหม่รับรองแล้วว่า การสวดมนต์ทำให้เกิดความสุขได้จริงในจิตใจ ส่งผลต่อร่างกายให้หลั่งสารความสุขออกมา ร่างกายก็จะแข็งแรง ใบหน้าสดใส ครูบาอาจารย์ในสมัยโบราณถึงปัจจุบันทราบถึงเคล็ดลับลับสำคัญ ให้สังเกตว่าท่านจะมีอายุยืนมาก และบรรพบุรุษของเรานั้น ท่านสวดมนต์เป็นประจำอายุท่านจึงยืนยาว ไม่เหมือนคนในปัจจุบันที่ห่างเหินการสวดมนต์มาก อายุจึงสั้น
3. เป็นการบำเพ็ญภาวนาอย่างหนึ่ง ทำให้มีสมาธิจิตใจ แจ่มใส การสวดมนต์เป็นการสร้างสมาธิวิธีการหนึ่ง เมื่อจิตที่มีสมาธิย่อมแจ่มใส มีกำลัง คิดอ่านแก้ไขปัญหาอะไรก็จะทำได้ง่ายเพราะมีสติกำกับอยู่
4. เป็นที่โปรดโปรนของเหล่าเทพเทวดาและดวงจิตวิญญาณทั้งปวง แม้ผู้ใดไม่ว่าจะเป็นพรหมเทพเทวดา สรรพสัตว์ทั้งหลาย ดวงจิตวิญญาณทั้งหลาย เมื่อได้ยินบทสวดนั้นจะพบกับความเย็นสบาย คลายทุกข์ ทำให้นิยมชมชอบคนที่สวดด้วย และเมื่อยินก็จะช่วยปกป้องรักษาคนที่สวด
5. เกิดบุญจากการแผ่เมตตา เมื่อสวดมนต์เสร็จสิ้น มีการแผ่เมตตาแก่ตนเองและเหล่าสรรพสัตว์ย่อมเกิดอานิสงส์บุญเกิดขึ้น
6. ได้รับพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คนที่สวดมนต์เป็นประจำนั้นย่อมได้รับการอวยพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสมอ เพราะเป็นผู้สร้างกรรมดีจากการสวดมนต์และแผ่เมตตา
7. สร้างสิริมงคลต่อตนเอง และครอบครัว ปัดเป่าภัยพิภัย โรคร้ายได้จริง ทุกบทสวดมนต์นั้นมาจากอักขระที่ศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจดลบันดาลให้สิ่งอัปมงคลนั้นออกไปจากชีวิต และสร้างสิริมงคลให้กับคนที่สวด ยิ่งสวดมากก็จะมีสิริมงคลมากขึ้น ทำอะไรก็สำเร็จโดยง่าย
8 สามารถแผ่บุญไปช่วยผู้อื่นที่เดือดร้อนได้ บทสวดมนต์ทุกบทนั้น สมารถแผ่บุญกุศลไปช่วยผู้อื่นที่เดือดร้อนได้ทุกเรื่อง ยิ่งเป็นสายเลือดเดียวกันจะยิ่งเร็วขึ้น เพราะมีทั้งบุญและกรรมผูกพันกันมา อานิสงส์ที่ดังที่กล่าวมาข้างต้นคงพอจะทำให้ทุกท่านเข้าใจ เรื่อง อานิสงส์ หรือ ประโยชน์ที่จะรับจากการสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ ตลอดจนการแผ่เมตตาเป็นอย่างดีแล้วอย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงประโยชน์เบื้องต้นเท่านั้นความจริงแล้วมีอานิสงส์ที่จะได้รับทางอ้อมทางลึกอีกมากมายกว่านี้นักแต่เป็น “ปัจจัตตัง” หรือรู้ได้เฉพาะตัวของแต่ละคนไป โปรดจำไว้เสมอว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นต้องปฏิบัติเองถึงจะได้
9. เป็นพื้นฐานไปสู่การก่อนปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานชั้นสูงต่อไป เมื่อทุกท่านทราบถึงการที่จะต้องทำอย่างไรก่อนถึงจะเริ่มต้นการสวดมนต์ ที่ครบถ้วนทุกประการแล้ว ต่อไปนี้จะขอนำทุกท่านพบกับวิธีการสวดให้ชีวิตดี สวดให้สุข สวดให้รวย กันในลำดับต่อไป